เยี่ยมชมเทศกาลแห่งแสงไฟ และวันปีใหม่ชาวฮินดู “Diwali”

คนไทยส่วนใหญ่อาจจะเคยชินกับเทศกาลฉลองปีใหม่ ซึ่งนับวันที่1 มกราคมตามปีปฏิทินเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบชาวตะวันตกหรือคุ้นเคยกับการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ไทยด้วยการรดน้ำดำหัวในเทศกาลสงกรานต์หรือการไหว้พระขอพรตามศาลเจ้าต่างๆสำหรับปีใหม่จีนในช่วงวันตรุษจีนแต่รู้หรือไม่ว่าชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูก็มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่เช่นกันและยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้เทศกาลอื่นๆโดยเทศกาลนี้มีชื่อว่าดิวาลีหรือดีปาวาลี

ad2คำว่าดิวาลี(Diwali)นั้นกร่อนมาจากคำว่าดีปาวาลี(Deepawali)ในภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า แถวหรือแนวของตะเกียงไฟ (Rows of lighted lamps) มีที่มาจากการจุดตะเกียงดินเล็กๆที่ใช้น้ำมันเนย หรือน้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิง ที่เรียกว่าดิยา (Diya) จำนวนมากตลอดทั้งคืนเพื่อเป็นการรำลึกและแสดงถึงวันที่แสงสว่างมีชัยชนะเหนือความมืดมนความรู้ที่มีเหนือความเขลาและความดีที่มีเหนือความชั่วร้าย

เทศกาลนี้จึงเป็นเทศกาลแห่งการประดับไฟ แสงสว่างและความรื่นเริงของคนทุกวัยและทุกชนชั้น เพื่อต้อนรับปีใหม่ของชาวอินเดีย รวมทั้งเป็นการเฉลิมฉลองเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และการทำสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต

ตามตำนานของดิวาลีนั้นมีหลายเรื่องเล่า บางความเชื่อนั้นกล่าวว่าเมื่อพระรามได้รับชัยชนะเหนืออสูร ก็ได้เดินทางกลับสู่อาณาจักรอโยธยา พร้อมกับพระลักษณ์ และนางสีดา โดยการกลับสู่พระนครในครั้งนี้ประชาชนจึงร่วมเฉลิมฉลองด้วยไฟกันทั้งอาณาจักร ซึ่งวันดิวาลีนั้นตรงกับวันที่พระรามกลับมาพอดี

ad3ชาวอินเดียส่วนใหญ่เชื่อกันว่าพระนางลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่งจะเสด็จลงมาเยี่ยมเยือนทุกบ้านเพื่อนำพาโชคลาภมาให้ ดังนั้นผู้คนจะทำความสะอาดบ้านของตัวเองครั้งใหญ่ เพราะเชื่อว่าพระนางจะไปเยือนบ้านที่สะอาดที่สุดเป็นแห่งแรก ทั้งนี้นอกจากตะเกียงน้ำมันใบเล็ก ผู้คนจำนวนมากนิยมวาดภาพสัญลักษณ์รังโกลี (Rangoli) ด้วยแป้งหลากสีสันและดอกไม้ไว้ที่ประตูทางเข้าบ้าน รวมทั้งยังนิยมแขวนดอกไม้และใบมะม่วงไว้ตามประตูและหน้าต่าง เพื่อต้อนรับสิ่งดีงาม ความสุข ความเจริญ และความรุ่งเรืองเข้ามาภายในบ้านอีกด้วย

ad4ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ชาวอินเดียจำนวนมากจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ และซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับสมาชิกในครอบครัว มีการแลกเปลี่ยนของขวัญ เลี้ยงอาหาร และแจกขนมหวานนานาชนิด ให้กับทั้งคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และมิตรสหายผู้มาเยี่ยมเยือน พร้อมจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟกันอย่างสนั่นหวั่นไหว โดยเชื่อว่าจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลให้หมดไป จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กๆจึงชอบเทศกาลนี้เป็นอย่างมาก

ad5สำหรับเทศกาลดิวาลีมักจัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนของทุกปี โดยในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ..2559 โดยวันนี้นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญมากที่สุดในปฏิทินของชาวฮินดูและจัดเป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานที่สุดด้วย โดยนอกจากประเทศอินเดียแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ และจัดให้เป็นวันหยุดราชการด้วย อาทิ เนปาล ศรีลังกา เมียนมาร์ มาเลเซีย สิงคโปร์ มอริเชียส กายอานา ตรินิแดดและโตเบโก ซูรินาเม รวมทั้งฟิจิ ซึ่งตามท้องถนนของประเทศเหล่านี้ก็จะมีการประดับประดาไฟสีสันต่างๆจำนวนมาก และมีกิจกรรม และร้านค้าที่มาออกมาขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวันดิวาลี อย่างเช่น ดอกไม้ไฟ ขนมหวาน เสื้อผ้า รวมทั้งรูปบูชาเทพเจ้าตามคติความเชื่อในศาสนาฮินดู

ad6หากว่ามีโอกาสสักครั้งในชีวิตก็ควรเดินทางไปยังประเทศอินเดีย ที่เป็นต้นตำหรับเทศกาลเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกซึ่งเดี๋ยวนี้ต้องบอกว่าการเดินทางนั้นง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ หลังมีเว็บไซต์ส่วนลดที่ให้บริการที่พักและตั๋วเครื่องบินโลคอสต์ราคาถูกเป็นจำนวนมาก

ad7แต่ถ้าไม่อยากทำวีซ่า ก็สามารถไปสัมผัสประสบการณ์น่าตื่นตาตื่นใจนี้ได้ที่ย่านลิตเติลอินเดียในสิงคโปร์และมาเลเซีย เพราะสองประเทศนี้อยู่ไม่ไกลจากบ้านเรา และการันตีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ประเทศอินเดียเลย

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป