“แอกเนส ชาน”นักร้องยุค70 ชาวฮ่องกง กับข้อเรียกร้องให้”คุณแม่ในญี่ปุ่น”ทำงาน-เลี้ยงลูกได้

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 62 ที่มติชอคาเดมี มีการเปิดตัวหนังสือ 2 เล่มของ แอกเนส ชาน (ชื่อจีนว่า เฉินเหม่ยหลิง) นักร้อง ชาวฮ่องกงที่โด่งดังในยุค 70 หนังสือสองเล่มดังกล่าวคือ “อัตชีวประวัติแอกเนส ชาน” และ “50 วิธีสอนลูกทั้งสามให้เข้าเรียนสแตนฟอร์ด” ของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น โดยในหนังสือเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับอัตชีวประวัติเธอมีตอนหนึ่งชื่อว่า “ข้อวิพากษ์เหมยหลิง” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง ต้นปี 1987 เวลานั้นผู้หญิงญี่ปุ่นที่แต่งงานแล้วมักออกจากงานมาเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว

แต่นั่นไม่ใช่เธอ ไม่เพียงไม่ออกจากงานเธอยังเอาลูกไปเลี้ยงทำงาน (บริษัทผลิตรายการทีวีของเธอและสามี) เพื่อให้ลูกชายวัย 3-4 เดือน ได้กินนมจนเกิดเป็นกระแสโต้แย้งอย่างกว้างขวางในสังคมญี่ปุ่นเวลานั้นที่เรียกว่า “ข้อวิพาก์แอกเนส” (Agnes Controversy) ส่งผลให้มีการยืดหยุ่นกับบรรดาคุณแม่ชาวญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ซึ่งขอคัดย่อมาเพียงบางส่วนดังนี้

ปัญหาใหญ่ที่สุดที่แม่มือใหม่ต้องเผชิญหลังจากกลับไปทํางาน ก็คือ ใครจะเป็นคนเลี้ยงลูก? อาเธอร์[ลูกชายแอกเนส]ต้องกินนม แต่ฉันต้องกลับไปอยู่ที่โยโกฮามา ห่างจากโตเกียวประมาณสองชั่วโมง จึงไม่สามารถนั่งรถ ไปกลับจากบ้านถึงที่ทํางานเพื่อให้นมลูกในเวลาพักได้

“ฉันสามารถพาลูกไปทํางานด้วยได้มั้ย?” ฉันถามคาเนโกะ[สามีของแอกเนส] “คงต้องถามผู้กํากับรายการแล้วล่ะ”

ฉันจึงโทรศัพท์ไปถามและอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เขาพูดตอบว่า “รีบกลับมาเถอะ! ไม่ว่าเธอจะพาใครมา จะเป็นเด็ก หมา แมว หรือแม้กระทั่งกระต่ายก็ได้ทั้งนั้น!”

ฉันดีใจมาก นึกว่าสามารถแก้ปัญหาได้แล้ว ฉันเรียกประชุมพนักงาน และบอกกับพวกเขาว่า “พวกเราแต่ก่อนเป็นคนที่สุภาพ นอบน้อมมาโดยตลอด ตอนนี้เมื่อมีทารกน้อยแล้วก็ต้องระมัดระวัง อย่าสร้างความรําคาญให้กับคนอื่น อย่าพาทารกน้อยเข้าไปในห้องอัดเสียง อย่าไปในสถานที่ที่มีคนมาก ทําให้ทารกมีความสุขตลอดเวลา หากเขาร้องไห้ก็ให้พาไปเดินเล่นข้างนอก”

พนักงานทุกคนพยักหน้า ส่วนอาเธอร์เบิกตาโต และหัวเราะ อารมณ์ดี พอทุกคนพยักหน้าอีก อาเธอร์ก็หัวเราะดังขึ้นอีก ทุกคนล้วน เอ็นดูเด็กน้อยไร้เดียงสาและน่ารักคนนี้มาก

“เธอสบายใจได้! ไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน” ทุกคนให้กําลังใจ แม่มือใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนอย่างฉัน

แต่ผลสุดท้าย การกระทํานี้ไม่ใช่แค่ “ไม่มีปัญหา” หากแต่ เป็นการกระทําที่ทําให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา! มันทําให้เกิดข้อวิพากษ์ครั้งใหญ่ขึ้นในประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางด้านสิทธิสตรีในญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า “ข้อวิพากษ์แอกเนส (Agnes Controversy)”

เรื่องเกิดขึ้นหลังจากวันแรกที่ฉันกลับมาอัดเสียงละครวิทยุ นักข่าวมาขอสัมภาษณ์ฉันกับลูก เมื่ออัดละครวิทยุเสร็จฉันจึงไปพบนักข่าว ให้โอกาสพวกเขาได้ถ่ายรูปเราสองคนแม่ลูก นักข่าวถามฉันว่า เมื่อมีลูกแล้วเคยคิดจะเลิกทํางานหรือไม่?

ฉันตอบว่า “ไม่เคยคิดเลย! ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง มีแม่จํานวนมากที่ยังทํางานอยู่ ที่จีนมีแม่พาลูกมาทํางานด้วยก็มีถมไป โรงงานที่มีพนักงานมากกว่า 500 คนส่วนมากก็สร้างโรงเรียนอนุบาล ให้ด้วย”

ตอนแรกรายงานข่าวการสัมภาษณ์เป็นไปในทิศทางที่ดี ผู้ชมจํานวนมากสนับสนุนความคิดของฉัน และมีหลายคนที่ชื่นชมว่าฉันเป็นแม่ที่ดีคนหนึ่ง แต่ฉันเองกลับไม่รู้เลยว่าคําพูดเพียงประโยคเดียว นํามาซึ่งผลลัพธ์ร้ายแรง ข้อแรกคือฉันใช้ประเทศจีนเป็นแบบอย่าง ในการทํางานและเลี้ยงลูก ข้อสองคือฉันคิดว่าหลังจากมีลูกแล้ว ผู้หญิงยังสามารถทํางานต่อไปได้เหมือนผู้ชาย

ความคิดทั้งสองข้อนี้ สําหรับนักอนุรักษ์นิยมชาวญี่ปุ่นแล้ว ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ พวกเขาคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศเจริญแล้ว ไม่จําเป็นต้องใช้จีนเป็นแบบอย่าง และหน้าที่ของผู้หญิงที่ดีคือ ดูแลสามีและลูกๆ ไม่ใช่ไปปรากฏตัวในสังคมการทํางานของผู้ชาย

พวกเขาคิดว่าหากความคิดของฉันเผยแพร่ออกไปสู่สังคมก็จะส่งผลกระทบต่อประเพณีอันยาวนานของญี่ปุ่น จนเกิดสิ่งเลวร้ายตามมา นอกจากนี้ฉันยังอยู่ในฐานะผู้สนับสนุน “การเผชิญหน้าทางประวัติศาสตร์” และ “การสร้างสัมพันธไมตรีจีน-ญี่ปุ่น” ทั้งยังเป็นชาวจีนที่ได้รับกระแสนิยมในญี่ปุ่น จึงดูเหมือนว่าฉันจะเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา

ข้อวิพากษ์วิจารณ์เริ่มขึ้นจากนักวิชาการและนักเขียนคอลัมน์ พิเศษบางกลุ่มที่ไม่พอใจการกระทําของฉัน

“พาลูกมาทํางานด้วยจะทําให้คนอื่นรําคาญ”

“แล้วยังเป็นสิ่งที่ไม่ดีสําหรับลูกน้อย!”

“แต่งงานไปแล้ว มีลูกแล้ว ก็ควรอยู่บ้านเป็นแม่บ้านไป”

“ทั้งอยากมีลูก ทั้งอยากทํางาน ช่างเป็นคนโลภมากจริงๆ”

ในด้านหนึ่งนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีเสนอว่า “นี่ไม่ใช่แค่ปัญหา ของเฉิน เหม่ยหลิง แต่เป็นปัญหาของคุณแม่ทุกคนที่ต้องประสบ”

ข้อวิพากษ์ในสังคมนับวันยิ่งรุนแรงขึ้น มีทั้งคนที่เห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วย

ในปีนั้นอัตราการเกิดของทารกในญี่ปุ่นลดน้อยลง ดังนั้นเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงผลักดันกฎหมายให้ความเท่าเทียมกันของชายและหญิง โดยหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือสตรี (รวมไปถึงสตรีที่มีลูกแล้ว) ให้มีโอกาสเข้าทํางาน ตามแนวคิดที่ว่า เมื่อสตรีมีอิสระก็จะทําให้อัตราการเกิดของทารกสูงขึ้นได้

พอดีกับช่วงเวลาที่ฉันเป็นคุณแม่พาร์ตไทม์ ต้องทํางานและเลี้ยงลูกไปพร้อมกัน ทางสภาจึงเชิญฉันให้มาเป็นบุคคลอ้างอิง ฉันได้เสนอต่อสภาว่า “สังคมจะต้องพยายามเข้าใจสถานะและความยากลําบากของคุณแม่พาร์ตไทม์ให้มากขึ้น ต้องสนับสนุนสตรีที่กําลังหางานทํา และต้องยอมรับการดํารงอยู่ของเด็กๆ ในสถานที่สาธารณะ”

สุนทรพจน์ของฉันได้รับความสนใจจนกลายเป็นประเด็นร้อนของสังคมทันที สื่อฝ่ายค้านเริ่มโจมตีอย่างหนัก “ร้องเพลงก็ไม่ได้ดีอะไร ภาษาญี่ปุ่นก็พูดไม่ชัดเจน น่ารังเกียจมาก ไม่เข้าใจเลยว่าทําไมผู้คนถึงยังนิยมอยู่”

“เป็นเพียงนักร้องแต่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคม ทําให้ ตัวเองดูเป็นคนมีวัฒนธรรม มีวิสัยทัศน์ ช่างบ้าบอคอแตก!”

“ตัวเองเป็นคนจีนแท้ๆ แต่กลับชี้นําสังคมญี่ปุ่นของพวกเรา ช่างกล้ายิ่งนัก น่ารังเกียจ!”

“เธอเป็นแม่ที่แย่มาก!”

ประเด็น “ข้อวิพากษ์เหม่ยหลิง” กินเวลายาวนานกว่าสองปี จนกระทั่งปี 1988 เกิดคําใหม่ยอดนิยมขึ้นในสังคมญี่ปุ่น นั่นคือ “สาธารณชน”

การทํางานของฉันไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะคนจํานวนมากให้การสนับสนุน ด้านกระแสเรตติ้งละครวิทยุและโทรทัศน์ของฉันขึ้นสูงมาก พวกเขาไม่มีทางทิ้งฉันไปได้ง่ายๆ แน่นอน แต่การโจมตีทุกๆ วันจากฝ่ายคัดค้าน แม้จะมากบ้างน้อยบ้าง ล้วนทําให้สภาพจิตใจ ของฉันย่ำแย่ลงทุกที

มีวันหนึ่งฉันกลั้นน้ำตาไม่อยู่และร้องไห้ออกมา คาเนโกะพูดกับฉันว่า “คุณควรเชื่อมั่นในความรู้สึกของชาวญี่ปุ่น หากการกระทําของคุณถูกต้อง อีกไม่นานพวกเขาจะต้องสนับสนุนแน่นอน คุณควรใช้ชีวิตเพื่อพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่คุณกําลังทําอยู่นั้นมันถูกต้อง เพื่อสตรีในยุคถัดไป คุณต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้กับพวกเขา”

ฉันกอดอาเธอร์เอาไว้ ก้มหน้าลงครุ่นคิด “ใช้ชีวิตของฉันพิสูจน์ให้ได้” เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะชีวิตคนเรามีหลายสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมหรือบังคับได้ แต่ฉันก็รู้ว่าคำพูดของคาเนะโกะมีเหตุผลมากเช่นกัน

ถ้าแม่พาร์ตไทม์อย่างฉันเกิดยอมแพ้ อาจกลายเป็นระเบิดสำหรับสตรียุคถัดไป แต้ถ้าฉันประสบความสำเร็จ ทุกอย่างจะกลายเป็นแรงผลักดันที่คุ้มค่า…

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป