ที่มาคำพังเพย “ไปสุพรรณ 2-3 วันก็รวย ขาไปขี่ม้า ขามาขี่ต้นกล้วย”

เมื่อภัยโจรลามไปทั่วสุพรรณ แม้แต่ที่ตลาดเก้าห้อง อำเภอบางปลาม้า ยังมีหอดูโจร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2477

คำพังเพยที่ว่า “ไปสุพรรณ 2-3 วันก็รวย ขาไปขี่ม้า ขามาขี่ต้นกล้วย” เป็นชื่อบทความที่ มนัส โอภากุล เขียนในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” เมื่อเดือนธันวาคม 2541 อธิบายถึงที่มาของคำพังเพยดังกล่าว ที่แสดงถึงสภาพบ้านเมืองสุพรรณบุรีที่ “คับคั่ง” ไปด้วยการพนันประเภทต่างๆ และสาเหตุที่ทำให้สุพรรณบุรี มีสภาพบ้านเมืองเช่นนี้ ไว้ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)


 

…ท้ายที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็แตก พระยาตากซ่องสุมผู้คนพร้อมกับต่อเรือรบมาจากจันทบุรี พม่าซึ่งได้รับชัยชนะโดยง่าย จากนั้นปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า พระเจ้าตากสิน ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่กรุงธนบุรี

เมืองสุพรรณต้องร้างไปเพราะถูกพม่ารบกวนหนักกว่าเพื่อน ไม่กล้าสู้หน้ากับพม่า เพราะคนน้อยกว่า อาวุธไม่มี บ้านเรือนถูกเผาผลาญอย่างน่าอเนจอนาถ ทรัพย์สินเงินทองถูกพม่าปล้นสะดมเอาไปหมด ทุกคนหมดเนื้อหมดตัว พ่อแม่ลูกพลัดพรากจากกัน เมืองสุพรรณจึงร้างไปอย่างช่วยไม่ได้

กาลเวลาผ่านไป 94 ปี จนถึงรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองสุพรรณก็ยังรกร้างอย่างน่าอเนกอนาถ

…เมื่อ พ.ศ. 2438 พระพุทธเจ้าหลวงทรงสร้างรถไฟขึ้นเหนือล่องใต้ เมืองที่อยู่ห่างไกลพระนครเป็นร้อยๆ พันกิโลเมตรได้รับความเจริญ ประชาชนเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก แต่สุพรรณห่างกับกรุงเทพฯ เพียงแค่คืบถูกปล่อยปละละเลย ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง บ้านเมืองสุพรรณในยุคนั้นจึงเต็มไปด้วยความแร้นแค้น เต็มไปด้วยโจรผู้ร้ายเที่ยวปล้นสะดม มีการพนันทุกหัวระแหง อันเป็นการพนันที่แพร่หลายมาจากเมืองจีนและฝรั่ง คือ ถั่ว โป ไฮโล จับยี่กี มิหนำซ้ำคนจีนยังเป็นคนผูกภาษีการพนันกับรัฐบาลไทยเสียอีก

การพนันประเภทต่างๆ จีนนำเอาเข้ามาจากเมืองจีน ราว พ.ศ. 2100 จีนนำเอาโปเข้ามา หวยเกิดราว พ.ศ. 2390 ประเภทการพนันที่เล่นกันคือ ถั่ว โป จับยี่กี และหวย ก.ข. ต่อ มามีไพ่ป๊อก “ยี่อิ้ด” หรือไพ่สามใบ ไฮโลใช้ลูกเต๋าเขย่าเป็นของฝรั่งเข้ามาผสมผสานอีก…

ประชาชนไม่เป็นอันทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน หาเช้ากินค่ำได้เงินมาก็เข้าบ่อนการพนัน เพื่อหวังเสี่ยงโชค วันไหนได้ก็หน้าชื่นตาบาน วันไหนเสียหน้าดำคร่ำเครียด เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโจรผู้ร้ายติดตามมา ดังนั้น เมืองสุพรรณจึงเต็มไปด้วยโจรผู้ร้ายและบ่อนการพนัน

บ่อนเบี้ยในประเทศไทยยุครัตนโกสินทร์ เฉพาะในกรุงเทพฯ มีเป็นร้อยบ่อน ต่างจังหวัดมีตามมณฑลต่างๆ นับร้อยบ่อนเหมือนกัน มณฑลนครชัยศรีมีอยู่ 18 ตำบล ต่อมายุบเลิกเสีย 2 ตำบล เหลือ 16 ตำบล ในจำนวนนี้เมืองสุพรรณต้องมีบ่อนการพนันกับเขาอย่างแน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับมณฑลนครชัยศรี ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า เสมียนมี หรือหมุนพรหมสมภักตรศร นายอากรบ่อนเบี้ยเดินทางมาเมืองสุพรรณ เมื่อ พ.ศ. 2383 ห่างจากที่สุนทรภู่เดินทางมาหาแร่ธาตุเพียง 4 ปี แต่งนิราศสุพรรณ เป็นกลอนดังนี้

ตะวันเย็นค่ำย่ำแสงพระสุริยา   นั่งทัศนาดูเมืองสุพรรณ

ดูโรยร่วงแรมร้างน่าสังเวช   ดังประเทศแนวป่าพนาสัณฑ์

พฤกษาชาติแซกแซมขึ้นแกมกัน   อเนกอนันต์เล็กใหญ่ไม้นานา

คืนวันนั้นจันทร์เพ็ญเปล่งประเทือง   ดาราเรื่องรายพรายเวหา

ไปไหว้เจ้าหลักเมืองเรืองศักดา   ตั้งบูชาบัดพลี พลีกรรม

น้อมคำนับอภิวาทประกาศว่า   ขอเทวาช่วยชุบอุปถัมภ์

อย่าให้ขาดทุนรอนอากรนำ   ทั้งทางน้ำทางบกอย่าปิดบัง

ภาษีอากรที่เสมียนมีเดินทางมาเก็บที่สุพรรณ เชื่อว่ามิได้เป็นอากรชนิดอื่นนอกจากอากรบ่อนเบี้ยเท่านั้น เพราะระยะนั้นอนุญาตให้คนจีนผูกแต่ภาษีอากรบ่อนเบี้ย ยังไม่มีการผูกภาษีอากรอย่างอื่น แต่จะอย่างไรก็ตามภาษีอากรต่างๆ เช่น โรงต้มเหล้า โรงยาฝิ่นก็อนุญาตให้ผูกภาษีอากรอีกในกาล ต่อมา โรงยาฝิ่นยกเลิกเมื่อครั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งยกเลิกการประมูลฝิ่น สั่งเผากล้องฝิ่นทุกจังหวัด

เมื่อเสมียนมีเดินทางมาถึงเมืองสุพรรณ มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับสุนทรภู่ นั่งพิจารณาสภาพตัวเมืองสุพรรณในขณะนั้นแล้วสลดใจ “ดูโรยร่วงแรมร้างน่าสังเวช” ต้นไม้ขึ้นรกรุงรังเหมือนอยู่ในป่าลึกมีทั้งต้นไม้เล็กใหญ่ แล้วเสมียนมีไปไหว้เจ้าพ่อหลักเมือง อ่านกลอนแล้วคล้ายกับไปไหว้เจ้าพ่อหลักเมืองในตอนกลางคืน แต่ความรู้สึกของข้าพเจ้าคาดว่าคงจะไปไหว้ในตอนกลางวันหรือตอนเย็นมากกว่า เรือจอดอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณ กว่าจะเดินทางถึงศาลเจ้าพ่อหลักเมืองไม่สะดวกนัก เต็มไปด้วยต้นไม้รกทึบ และระยะทางไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร ระหว่างทางอาจมีคนร้ายก็ได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงคิดว่าน่าจะเดินทางไปไหว้เจ้าพ่อหลักเมืองตอนกลางวันมากกว่า

เมื่อมีบ่อนถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมจะต้องมีบ่อนเถื่อนอย่างแน่นอน สมัยโน้นเจ้าหน้าที่มีน้อย คงไม่มีกำลังพอที่จะปราบปรามบ่อนนอกกฎหมายให้ราบคาบ บางทีปล่อยปละละเลยโดยได้รับสินบนจากเจ้าของบ่อน จึงยิ่งทำให้ประชาชนหมกมุ่นในการพนันมากยิ่งขึ้น ยายของข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่าที่ตลาดจังหวัดสุพรรณบุรีสมัยโน้นก็มีบ่อนตั้งอยู่ที่หัวถนน คือ “หัวถนน” ปัจจุบันอยู่ติดกับสถานีตำรวจ สุดถนนพระพันวษาเชื่อมกับถนนประชาธิปไตย

เมื่อราว 70 กว่าปีมาแล้ว งานทิ้งกระจาดประจำปีของจังหวัดสุพรรณบุรี งานทิ้งกระจาดสมัยโน้นจัดในที่โล่งหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี (ปัจจุบัน คือบริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี) ในปีนี้ทางราชการอนุญาตให้มีการพนันประเภท 1 ถั่ว โป ไฮโล จับยี่กี ฯลฯ เจ้ามือส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าเป็นเด็กไปด้อมๆ มองๆ เขาแทงไฮโลกัน นึกมันมือหย่อนลงไป 5 สตางค์ (เท่ากับบะหมี่ต้มยำอย่างดี 1 ชามในสมัยโน้น) ถูกกินรีบกลับบ้านทันที เพราะไม่มีสตางค์จะเที่ยวงาน ไม่ทราบเหมือนกันว่าเจ้ามือรวยหรือเจ้ามือเจ๊ง คาดว่าเจ้ามือรวยมากกว่า

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2484-2489 ประชาชนมีชีวิตรอดไปเพียงวันหนึ่งๆ เพราะการทำมาหากินฝืดเคือง ไม่มีสินค้าอะไรจะซื้อขายต่อกัน เนื่องด้วยขณะนั้นประเทศไทยยังเป็นประเทศกสิกรรมเต็มตัว ทำอุตสาหกรรมยังไม่เป็น สินค้าทุกอย่างสั่งมาจากต่างประเทศ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น

ของเยอรมันเป็นสินค้าชนิดดีเยี่ยม โดยเฉพาะเครื่องเหล็กและเครื่องยนต์ ของญี่ปุ่นห่วยที่สุด ราคาของฝรั่ง 1 บาท ราคาของญี่ปุ่นอยู่ในราว 30 สตางค์เท่านั้น ทุกอย่างไทยยังทำไม่เป็น แม้แปรงสีฟัน ยาสีฟัน น้ำมันใส่ผม หวี ฯลฯ เป็นสินค้านอกเสีย 90-95% อาจเป็นเพราะเหตุนี้กระมังจึงทำให้คนไทยมีนิสัยเห่อของนอก เสื้อเชิ้ต รองเท้า เนกไท กระเป๋าถือ ฯลฯ แต่ละชิ้นราคาเป็นหมื่นๆ บาท ของไทยขณะนี้ผลิตได้แล้วมีราคาเพียงพันเศษๆ พวก “ไฮโซ” ไม่ยอมใช้กัน หาว่าเป็นของต่ำ ต้องใช้ของนอกมีรสนิยมสูง (ขอโทษนอกเรื่องไปนิด)

การพนันที่สุพรรณระบาดหนักระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะที่เรื่องสุพรรณเล่นกันอย่างหน้าเฉยตาเฉย…

หลังบ้านข้าพเจ้าตลาดทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซอย 4 มีบ่อนการพนันเถื่อน เหมือนบ่อนผูกภาษี มีการพนันแทบทุกประเภท ได้เสียกันอย่างรวดเร็วเล่นกันหามรุ่งหามค่ำ โดยไม่ต้องหวั่นเกรงเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับ ใครได้ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ใครเสียก็หน้าดำคร่ำเครียด ข้าพเจ้าไม่เคยโผล่หลังบ้านออกไปดูเลย ทั้งๆ ที่อยู่ติดกันเพียง 2-3 ก้าวเท่านั้น

วันหนึ่งนึกอยากจะรู้เรื่องราวของการพนัน เปิดประตูโผล่ออกเพียง 2 ก้าวก็ถึงวงไฮโลซึ่งออกมาเล่นกันข้างถนน เพราะในบ้านแออัดไปด้วยผู้คนพอเจ้ามือเขย่า ข้าพเจ้านึกในใจว่า “6” ก็เป็นจริง มี “6” เขย่าอีกที “1” หรือ “เอี่ยว” ข้าพเจ้าทายใจอีก ก็ถูกอีกเป็นครั้งที่ 2 เขย่าครั้งที่ 3 เดาอีกถูกอีก ครั้งที่ 4 อดรนทนไม่ไหวควักธนบัตรใบละ 5 บาท หย่อนลงไปตามที่นึกคิด พอเจ้ามือเปิดปรากฏว่าข้าพเจ้าเดาไม่ถูก หย่อนอีกครั้ง 10 บาท กินอีก หันหลังกลับเข้าประตูบ้านลั่นกลอนทันที แล้วตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาข้าพเจ้าไม่เคยโผล่ไปอีกเลย

หวย ก.ข. สามารถออกได้กลางเมืองสุพรรณทุกวันเวลาเที่ยงตรง พอถึงเวลาใกล้เที่ยงคนที่แทงหวยจะไปออกันในสถานที่แห่งหนึ่ง เพื่อคอยดูว่าจะออกตัวอะไร พอออกแล้วใครถูกก็ไปรับเงิน ใครไม่ถูกก็ไปซื้อใหม่เพื่อออกในวันรุ่งขึ้น ก็ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจับแต่อย่างใด

ท่านควรทราบสภาพของเมืองสุพรรณดีนับตั้งแต่เป็นเมืองในสมัยอู่ทอง สมัยอยุธยา มีความเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา ต่อเมื่อมาประสบชะตากรรมสงครามครั้งสุดท้ายกรุงศรีอยุธยาล่ม ชาวสุพรรณแตกฉานซ่านเซ็นหนีไปคนละทิศละทาง จนกลายเป็นเมืองร้างไปโดยปริยาย เมืองสุพรรณกลายเป็นเมืองที่ไม่อยู่ในความสนใจของทางราชการ ปล่อยปละละเลยจนโจรผู้ร้ายเต็มบ้านเต็มเมืองและมีการพนันแทบทุกหัวระแหง

การสัญจรไปมาสมัยโน้น อาศัยทางน้ำเป็นสำคัญ ทางบกนั่งเกวียน ขี่ม้า เดิน จึงจะไปมาหาสู่กันได้ เมืองสุพรรณมีบ่อนการพนันทั้งถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย อาจเป็นที่ถูกอกถูกใจของชาวต่างจังหวัดที่อยู่ใกล้ก็เดินมา ที่อยู่ไกลใครมีม้าก็ขี่มาต้องการเสี่ยงโชคด้วยการเล่นการพนัน รถยนต์ไม่ต้องพูดถึงเพราะยังไม่มี

วันแรกๆ ของการเล่นการพนัน แทงถูกเป็นส่วนใหญ่ รวยได้รวยดี สั่งอาหารอย่างดีมารับประทาน พร้อมกับเลี้ยงเพื่อนฝูงเป็นประจำ มาวันหลังสถานการณ์พลิกผัน แทงไม่ค่อยถูก เงินที่ได้มาชักจะร่อยหรอลงไปทุกที ยังไม่คิดจะกลับบ้าน ผีพนันเข้าสิงสู่บังหน้าบังตา จนในที่สุดเงินที่ได้มาหมดเกลี้ยง ชักทุนออกแทงอีก โชคไม่เข้าข้าง หน้ามืดตามัว มุแทงอีกจนหมดตัว

ทำยังไงอยากจะได้เงินของตนเองกลับมา ถอดเอาแหวนและสายสร้อยออกขายในที่สุดก็หมดอีก ม้ายังเหลืออีกตัวหนึ่ง ม้าอาจให้โชคก็เป็นได้ จึงบอกขายม้า แล้วเอาเงินมาเล่นการพนันอีก หมดตัว สิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว เงินทองที่นำเอามาแทงมากอักโขอยู่เป็นชั่งทีเดียว ที่นี้จะกลับบ้านอย่างไร…

…จึงเกิดคำพังเพยโดยชาวสุพรรณผู้มีอารมณ์ขันว่า “ไปสุพรรณ 2-3 วัน ก็รวย ขาไปขี่ม้า ขามาขี่ต้นกล้วย” เพราะเมืองสุพรรณมีแม่น้ำสุพรรณ (ท่าจีน) เป็นเส้นเลือด หล่อเลี้ยงชีวิตชาวสุพรรณ ทางเดียวเท่านั้นที่เขาจะถึงบ้านโดยทางน้ำ “ขี่ต้นกล้วย” กลับไปบ้าน

อีกทางหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เล่นการพนันจนรวยแล้วก็คิดจะกลับบ้าน ขี่ม้าออกเดินทาง ถูกโจรปล้นกลางทาง เอาทั้งเงินทองตลอดจนม้าไป จึงต้อง “ขี่ต้นกล้วย” กลับบ้าน แต่ในใจข้าพเจ้าคิดว่าเสียการพนันมากกว่า นี้คือ คำเฉลยของคำว่า “ไปสุพรรณ 2-3 วันก็รวย ขาไปขี่ม้า ขามาเต้นกล้วย”

อ่านเพิ่มเติม :


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 กรกฎาคม 2565