วิหารคือนาคปรก

(ซ้าย) พระปฏิมาในวิหาร สังเกตลายดาวเพดานเป็นรูปดอกลายเช่นเดียวกัน (ขวา) ปฏิมากรรมรูปนาคปรก สังเกตลายดอกบนอกนาคเป็นรูปดอกลาย

“ครั้นย่างเข้ามา ๗ วัน เป็นคำรบ ๖ นั้น สมเด็จพระพุทธองค์เสด็จไปทรงนั่งในร่มมุจลินทะไม้จิก บังเกิดกาลเมฆคือฝนตกบ่มิได้ขาดเม็ดเลย ทั้งลมก็พัดกล้า พัดหวลตลบไปมาวนเวียน ครั้งนั้นพระยานาคตนหนึ่งมีศักดานุภาพมาก อยู่ในสระโบกขรณีใกล้มุจลินทะไม้จิกนั้น เห็นพระพุทธองค์ก็บังเกิดเลื่อมใสศรัทธา จึงขึ้นมาจากนิวาสนฐาน แวดล้อมพระองค์สมเด็จพระมหากรุณาเจ้าเข้าไว้ด้วยกำแพงแก้ว กล่าวคือขนดกายอันใหญ่ขดซ้อนๆ กันขึ้นไป ๗ รอบ แล้วผกพังพานเป็นเพดานบังปิดเบื้องบน ประสงค์จะกันแดดกันฝนกันเหลือบแลริ้นร่าน บ่มิให้แผ้วพานพระองค์ ภายในห้องแห่งกายที่พญานาคขดแวดล้อมพระพุทธองค์นั้น ใหญ่ประมาณเท่าห้องเครื่องในโลหะปราสาท กอร์ปด้วยประทีปตั้งตามไว้ในมุมทั้ง ๔ ส่องแสงสว่างโอภาส สมเด็จพระบรมโลกนาถนั้นมีอาการดุจดังนั่งอยู่ในกุฎาคารปราสาท มีบานพระทวารและบานพระแกลปิดมิดชิดเป็นอันดี…” (จากไตรภูมิโลกวินิจฉัยกถา หน้า ๑๓๘)

เนื้อความในพุทธประวัติ ตอนที่พญานาคเข้าปรกกันพายุฝนให้พุทธองค์ จากหนังสือที่ยกมานี้อธิบายอย่างชัดเจนว่านาคนั้นแปลงปรกเป็นอาคาร โดยมีการ “ผกพังพานเป็นเพดานบังปิดเบื้องบน” มิใช่เพียงเป็นหัวนาคยื่นอยู่ข้างหลังในแบบพระพุทธรูปนาคปรกที่เราคุ้นเคย เมื่อข้าพเจ้านำภาพประติมากรรมรูปนาคปรกมาเปรียบเทียบกับภาพเพดานพระวิหาร ก็พบคำตอบที่ชัดเจนว่า สิ่งที่เข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นดาวเพดาน สวรรค์ จักรวาลนั้น แท้ที่จริงก็คือลายดอกบนอกนาคนั่นเอง

ถึงตรงนี้ความเข้าใจใหม่เปิดดวงตาเราแล้วว่า ตัวอาคารทั้งหมดคือนาคแปลง ถ้าไม่มีนาคก็จะไม่มีอาคาร วิหารเกิดขึ้น เมื่อเข้าสำรวจการแปลง จุดแรกเริ่มก็คือน้ำ (นาค) ที่หยดลงมาจากฟ้า (สวรรค์) และเกิดรัศมีวงน้ำ (คายออกเป็นชั้นๆ) นี่คือเบื้องปฐมแห่งการแปลงในรูปของฉัตร (นาคคายลงมาเป็นชั้นๆ จากสวรรค์) (ลายเส้นที่ ๑)

ลายเส้นที่ ๑

จากนั้นฉัตรก็คายตัวลงแปลงเป็นจุดกึ่งกลางหลังคา (ลายประจำยาม) และจากจุดประจำยามนี้เองที่นาคแล่นตัวออกเป็นสันหลังคาและผืนหลังคาทั้งหมด (ลายเส้นที่ ๒)

ลายเส้นที่ ๒

จากชุดหลังคา นาคก็ทิ้งตัวต่อลงมาเป็นผนังและเสาในระเบียบเดียวกัน คือทิ้งตัวยาวลง ยกหัวสูงขึ้น อกแตะน้ำ มีลายประจำยามกลางตัว (ลายเส้นที่ ๓)

จากตัวอาคารมาถึงฐาน ซึ่งก็คือนาคคายกันลงมาเป็นชั้นๆ (ลายเส้นที่ ๔)

ลายเส้นที่ ๔

ในนาค ๑ ชุดการคายนั้น เราสามารถสังเกตได้จากลายเส้นน้ำ (ลวด) ซึ่งแต่เดิมเข้าใจกันว่าเป็นเส้นลวดกั้นลาย บัดนี้การค้นพบได้เปิดเผยแล้วว่าคือน้ำ ซึ่งนาคจะต้องอยู่บนน้ำ (ฟองคลื่น) เมื่อเห็นลวดก็ให้รู้ว่านั่นเป็นลักษณะการแปลงทิ้งตัวของนาคลักษณะหนึ่ง เพียงแต่จะเป็นลักษณะใดก็ให้ดูแยกแยะเอา เช่น (ลายเส้นที่ ๕)

ลายเส้นที่ ๕

จากฐานลงสู่ดิน สู่มนุษย์โลก นี่คือสายความเชื่อเดิมที่ว่าน้ำคือสื่อกลาง เป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์นั่นเอง (ลายเส้นที่ ๖)

ลายเส้นที่ ๖

สรุปว่าคนโบราณเชื่อเรื่องนาคเรื่องน้ำมาแต่เดิม เป็นความเชื่อที่ต่อสายมายาวนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ปี เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาจึงต้องมาผสานกับความเชื่อท้องถิ่น มีการสร้างเรื่องให้นาคเป็นผู้ปกปักรักษา แผ่ปรกพุทธองค์ เกิดเป็นตัวอาคารวิหารรูปนาคแปลงขึ้นทั่วแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อโน้มเอาความเชื่อของคนในท้องถิ่นให้เข้ามาทางพุทธศาสนานั่นเอง พูดให้ชัดก็คือพุทธต้องมาพึ่งนาคเพื่อเข้าถึงคนท้องถิ่นที่เชื่อนาคมาแต่เดิม

บัดนี้เราได้รู้แล้วว่าอาคารวิหารคือนาคแปลง ไม่ใช่ไม้ หิน อิฐ ปูนธรรมดา แต่ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตและยังคงมีชีวิตอยู่ เพราะนาคมีอายุยืนไปจนเห็นพระศรีอาริย์ ทุกครั้งที่ก้าวเข้าวัดจึงต้องสำรวมจิตใจว่าเราสัมผัสโดยตรงอยู่กับนาค ทุกการพูด คิด ทำ ขอจงน้อมทางกุศล (ประพฤติธรรม) แล้วนาคก็จะปกปักรักษาคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมทั้งปวง

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป