“กินกับมากๆ กินข้าวน้อยๆ” กินกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่

(ภาพจากห้องสมุดภาพมติชน)

คำสอนในวงข้าวของสังคมเก่าเมื่อ 40-50 ปีก่อน คือ “อย่ากินกับข้าวเยอะ  เดี๋ยวเป็นตานขโมย” (ตานขโมย -โรคซึ่งเกิดกับเด็ก มีอาการปวดท้อง ซึมหงอย พุงป่อง ก้นปอด กินจุไม่แต่อ้วน) หากความจริงที่กล่าวเช่นนั้น น่าจะมาจาก อาหารการกินไม่สมบูรณ์ และมีอยู่จำกัด, แต่ละครอบครัวมีลูกมาก, ความคิดเรื่องการประหยัดและไม่ต้องการให้กินทิ้งกินขวาง ฯลฯ

แต่วันนี้ใครๆ เวลากินข้าว ใครๆ ก็บอกว่า “ให้กินกับมากๆ”

ใคร, อะไร, เมื่อไหร่ ที่เปลี่ยนความคิดเรื่องการกินของเราไปเช่นนี้

ความรู้เรื่องการกินตามหลักโภชนาการคนไทย เริ่มขึ้นพร้อมกับการรับรูปแบบการแพทย์ตะวันตกเข้ามาไทยประเทศ ตั้งแต่การสร้างโรงพยาบาลศิริราชเมื่อ พ.ศ. 2431

ความชัดเจนเรื่องโภชนาการเพิ่มมากขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรมีนโยบายด้านสาธารณสุขอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาสาธารสุขของไทย มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาและดำเนินงานโครงการอาหารของชาติในปี 2477 ต่อมาในปี2482 กรมสาธารณสุขได้จัดตั้ง “กองส่งเสริมอาหาร” มีนายแพทย์ยงค์ ชุติมา เป็นหัวหน้า

กองส่งเสริมอาหาร (กองบริโภคสงเคราะห์)เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ในการบริโภคตามหลักวิทยาศาสตร์แก่สาธารณะ นายแพทย์ยงค์ ชุติมา จึงได้เขียนบทความ, บทบรรยายทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการบริโภคที่ถูกต้องโภชนาการ และจำนวนมากที่แนะนำให้ กินกับมาก ๆ กินข้าวน้อยๆ เช่น

“…ตามหลักอนามัยแผนใหม่ บรรดาผู้อยู่ในวัยกําลังเติบโต และหญิงมีครรภ์ หรือแม่ลูกอ่อน จักต้องกินกับมากๆ กินข้าวมากพอควร…”

“การกินดีคือกินผัก กินไม่เผ็ดจัด กินข้าวแต่พอควรย่อมบำรุงรักษาสุขภพไว้ได้ดี การกินเลว เช่น การกินข้าวมาก กินกับน้อย และกินเผ็ด ย่อมทำให้ป่วยง่าย และตายเร็ว”

“การกินอาหารอย่างที่เราสามัญชนข้าใจกันแต่ก่อนว่า อยากให้อ้วน อยากให้แข็งแรง ก็กินข้าวมากๆ นั้น นับว่าเป็นเข้าใจที่ผิดมาก เพราะสมัยนี้สมัยที่วิทยาศาสตร์รุ่งโรจน์ เราค้นคว้าได้หลักเกณฑ์แน่นอนแล้วว่า สิ่งที่สร้างสมสุขภาพให้สมบูรณ์ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนั้น อยู่ที่อาหาร คือต้องกินกับต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่กินข้าวมากๆ แต่อย่างเดียว ดังที่ข้าใจกันมาแต่ก่อนนั้น”

ฯลฯ

แล้วทุกควรจะกินข้าวมากหรือน้อยเท่าใด

นายแพทย์ยงค์อธิบายว่า “ตามหลักวิทยาศาสตร์ ข้าวก็คือน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง คือไม่ได้สร้างกระดูกเนื้อหนังให้แก่ร่างกาย แต่ข้าวมีหน้าที่สําคัญ คือทําให้เกิดกําลังงาน

ฉะนั้นสําหรับบุคคลใดๆ ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ หญิง หรือชาย หากว่าต้องทํางานหนักตรากตรํา ออกกําลังกายมาก เช่น กรรมกรขับขี่ จักรยานสามล้อ กรรมกรลากรถ กรรมกรเหมืองแร่ นักกีฬาที่ใช้กําลังกายมาก และนักเดินทางไกล ควรจะกินข้าวมื้อละหลายจาน วันละหลายมือ ยิ่งกินข้าวจุได้ยิ่งดี เพราะจะได้เป็นกําลังงานสําหรับงานหนัก และทั้งจะช่วยเนื้อหนังในร่างกายมิให้ถูกเผา เป็นกําลังงาน

ผู้ที่ต้องทํางานหนักแต่กินข้าวน้อย จะทําให้โปรตีน (เนื้อหนัง) แห่งร่างกายของตนถูกเผาเป็นกําลังงาน ซึ่งสภาพเช่นนี้เป็นภัยอย่างยิ่งต่อร่างกาย เว้นเสียแต่สําหรับท่านผู้ที่อ้วนท้วม มีมันสํารองไว้ทั่วสรรพางค์กาย ซึ่งท่านเหล่านี้ไม่จําเป็นต้องกินข้าวจุอย่างคนปกติมีรูปร่าง “เพรียวลม” แม้ว่าต้องทํางานหรือออกกําลังกายมากๆ…”

นายแพทย์ยงค์ยังจำแนกอีกว่า บุคคลในช่วงอายุเท่าใด และมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไป ควรกินข้าว กินกับอย่างไรไว้ใน

“ข้อแนะนําง่าย ๆ ในเรื่องอาหารการกิน”  สรุปได้ดังนี้

 สําหรับคนหนุ่มสาวทั่วไปซึ่งมีอายุต่ำกว่า 25 ปี  ควรกินกับมากๆ (ไข่ ปลา เนื้อ และเครื่องในสัตว์ต่างๆ และถั่วเหลือง ) เพื่อ บํารุงเนื้อหนังร่างกายให้เติบใหญ่สมส่วน และเพื่อบํารุงปัญญาให้เฉียบแหลม กินข้าวมากพอควรเพื่อเป็นกําลังงาน สำหรับงาย, กิจกรรม หรือการออกกำลังกาย ถ้าต้องทํางานหนักหรือบริหารร่างกายมากๆ ก็ยิ่งต้องเพิ่มปริมาณข้าวให้มากเพื่อเผาเป็นกําลังงาน

สําหรับหญิงมีครรภ์และหญิงแม่ลูกอ่อน ให้ปฏิบัติอย่างเดียวกันกับคนหนุ่มสาว เพราะหญิงมีครรภ์หรือแม่ลูกอ่อนเสีย โปรตีนและแร่เกลือต่าง ๆ ออกจากร่างกายของตนมากในการเลี้ยงลูกทั้งในครรภ์ และนอกครรภ์

สําหรับหญิงชายทั่วไปซึ่งมีอายุเกิน 25 ปีและทํางานหนัก เช่น ผู้ใช้แรงงาน หรือนักกีฬาที่ออกกําลังกายมาก ๆ (นักมวย, นักมวยปล้ำ) ควรกินข้าวมากๆ และบ่อย ๆ วัน 4-5 มื้อๆ ละปริมาณมาก เช่น 2-3 จาน เพื่อเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เผาเป็นกําลังงาน และเพื่อกันมิให้โปรตีนแห่งร่างกายของตนถูกเผาเป็นกําลังงาน

สําหรับคนซึ่งมีอายุเกิน 25 ปีแต่ไม่ทํางานหนัก ได้แก่ ผู้ทํางานนั่งโต๊ะไม่ตรากตรําและไม่บริหารร่างกายมาก ควรกินกับพอควร ไม่น้อย แต่ก็ไม่มากเท่าคนหนุ่มสาว ข้าวก็ไม่ควรกินมาก เพราะไม่มีโอกาสที่จะเผาให้เป็นกําลังงานได้หมด ถ้าไม่ออกกําลังกายมากแล้ว ขืนกินข้าวมาก็จะอ้วนลงพุง

ฯลฯ

ไม่แต่เพียงให้กินกับมาก กินข้าวน้อย เท่านั้น  ยังเร่งส่งเสริมให้กินอาหารพวก “โปรตีน” เพื่อส่งเสริมอนามัยของชาติไม่ให้ประชาชนเกิดภาวะ “บกพร่องโปรตีน”  ซึ่งโปรตีนในเวลานั้นไม่ได้จำกีดเพียงโปรตีนจากเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วต่างๆ โดยเฉพาะถั่วเหลือง

พิเศษ ลด 40%! สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ลดราคาพิเศษ 40% เฉพาะสมัครวันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น คลิกดูรายละเอียดที่นี่


ข้อมูลจาก

ชาติชาย มุกสง. “2475 กับการปฏิวัติรสชาติอาหาร: จากการกินเพื่ออยู่สู่การกินเพื่อชาติ และการต่อสู้ทางวัฒนธรรมของรสชาติในสังคมไทยร่วมสมัย” ใน, จาก 100 ปี ร.ศ. 130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย, สถาบันนโยบายการศึกษา 2556

ยงค์ ชุติมา. ประมวลบทความของนายแพทย์ยงค์ ชุติมา ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพนายแพทย์ยงค์ ชุติมา ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 8 สิงหาคม 2507


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 มิถุนายน 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป