คนโบราณด่าแบบไหนถึงผิดกฎหมาย หลุดคำ “ขี้ข้า-ดอกทอง” ระวังโดนฟ้องเจอ “ปรับไหม”

ภาพ “สาวๆ” จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดกำแพงบางจาก ริมคลองบางหลวง

การวิวาทด่าทอกันในสมัยโบราณใช่ว่าจะรอดพ้นจากการถูกฟ้องร้องกันได้เมื่อมีกฎหมายตราสามดวงเกิดขึ้น ในเรื่องการวิวาทด่าทอนี้ปรากฏเป็นหนึ่งในกฎหมายใน 27 ฉบับ ส่วนที่เรียกว่า “วิวาทด่าตี”

ไม่เพียงแต่ผู้ศึกษากฎหมายไทยที่ต้องรู้จักความสำคัญของกฎหมายตราสามดวง คนทั่วไปน่าจะคุ้นเคยกับชื่อกฎหมายนี้ในฐานะประมวลกฎหมายฉบับแรกแห่งสมัยรัตนโกสินทร์ หรืออีกชื่อว่า “ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1″ เพราะเป็นการนำบทกฎหมายลักษณะต่างๆ ที่ใช้ในช่วงนั้นซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยารวบรวมเป็นหมวดและชำระบางส่วน ไม่เพียงแต่เป็นการระบุรูปแบบความสัมพันธ์ในสังคมแล้ว การศึกษากฎหมายตราสามดวงย่อมทำให้เห็นสภาพสังคม การเมือง การปกครองในสมัยโบราณด้วย

ในส่วนกฎหมาย 27 ฉบับตามฉบับหลวงแล้ว ปกหน้าในส่วนที่เขียนชื่อเรียกกฎหมายเลือนราง ส่วนที่เรียกกันในภายหลังว่า “วิวาทด่าตี” นั้น ชื่อบนปกต้นฉบับก็ลบเลือนเช่นกัน จึงใช้ชื่อที่ปรากฏบนสันต้นฉบับแทน เนื้อหาในบทกล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทะเลาะวิวาทกัน ด่าทอ และทำร้ายร่างกายกัน กำหนดโทษและค่าเสียหายสำหรับแต่ละการกระทำแตกต่างกัน

ในส่วนความผิดด้านการตีกันนั้นมีบ่งชี้กันหลายกรณีเช่นเดียวกับการด่า มาตราหนึ่งระบุเกี่ยวกับการใช้คำด่าทอ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์หรือไม่มีก็ตาม หากมีผู้ด่าลับหลัง แล้วมีคนนำมาบอกกล่าว ในเนื้อมาตราหนึ่งระบุว่า ไม่ควรให้ฟังถ้อยคำนั้นเป็นถ้อยความ แต่หากด่าให้ได้ยินแล้ว “จึ่งควรให้เอาเปนถ้อยความ ให้ร้องฟ้องกันได้ตามกฎหมาย” 

เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า

“ด่าท่านว่าไอ้อี่ขี้ตรุ ขี้เมา ขี้โขมย ขี้ช่อ ขี้ฉกลัก ขี้ลวงคนขาย ขี้โซ่ขี้ตรวน ขี้ชื่อขื่อคา ขี้ถอง ขี้ทุบ ขี้ตบ ขี้คุก ขี้เค้า ขี้ประจานคนเสีย ขี้ขายคนกินทังโคต ขี้ครอก ขี้ข้า ขี้ถ่อย

แลด่าว่าไอ้อี่คนเสีย คนกระยาจก คนอัประหลัก คนบ้า คนใบ้ ก็ดี แลด่าว่า ไอ้สับปลับอี่มัก อี่สับปลับอี่มัก ชู้มึงทำชู้เหนือผัวกูก็ดี แลด่าท่านว่าอี่แสนหกแสนขี้จาบอี่ดอกทอง อี่เยดซ้อน ก็ดี สรรพด่ากันแต่ตัวประการใด ๆ ท่านให้ปรับไหมโดยยศถาศักดิลาหนึ่ง ถ้าด่าถึงโคตเค้าเถ้าแก่ให้ไหมทวีคูน”

อีกมาตราหนึ่ง ระบุว่า “วิวาทร้องด่าเถียงกัน ผู้ใดออกไปจากที่แดนตน รุกเข้าไปถึงที่แดนท่านด่าตีกันไซ้ ท่านว่าผู้นั้นรุกให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกา”

แต่หากวิวาทตีด่าฟันแทงกันที่สาธารณะ ให้ “พระสุภาวะดีพิภากษาคดีนั้นดู ถ้าแลจควรเอาเปนโทษให้เอาเปนสองด่าตีฟันแทงกัน”

กฎหมายตราสามดวงบังคับใช้มาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทั่งเกิดปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลตามแบบมหาอำนาจในยุโรป กฎหมายตราสามดวงจึงเลิกใช้ไป

ความเป็นมาของกฎหมายในสมัยโบราณนั้น จากการสืบค้นของนายกฤษฎา บุณยสมิต อัยการพิเศษ รองประธานกรรมการชำระและศึกษากฎหมายไทยโบราณ อธิบายกำกับไว้ในเอกสารกฎหมายตราสามดวงว่า หากย้อนกลับไปในสมัยอยุธยา กฎหมายสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านมาทางมอญ คือ “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” (มอญเรียกว่า คัมภีร์ธัมสัตถัม) นำมาใช้เป็นหลักปกครองและพิจารณาคดีต่างๆ เป็นคัมภีร์ตามความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้พระมหากษัตริย์ใช้เป็นหลักในการอำนวยความยุติธรรม

เมื่อมาถึงสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กฎหมายที่ใช้ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่ยังเป็นกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่มีปรับปรุงออกกฎหมายใหม่บ้างทั้งในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในพ.ศ. 2347 สมัยรัชกาลที่ 1 ครองราชสมบัติเกิดคดีผู้พิพากษาตัดสินคดีหย่าร้างคดีหนึ่งโดยไม่เป็นธรรม คดีว่าด้วยอำแดงป้อมภรรยาของนายบุญศรี ช่างเหล็กหลวง ฟ้องหย่านายบุญศรี สามีโดยที่นายบุญศรีไม่มีความผิด แต่อำแดงป้อมเป็นชู้กับนายราชาอรรถ

นายบุญศรี ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้นำตัวบทกฎหมาย 3 ฉบับที่เก็บไว้ที่ศาลหลวง ที่ข้างพระที่ในพระบรมมหาราชวัง และที่หอหลวง มาตรวจสอบ พบว่าข้อความทุกฉบับตรงกัน เนื้อหาว่า “ชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้”  พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าเช่นนี้ไม่ยุติธรรมจึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งผู้ชำระกฎหมาย 11 ราย สะสางกฎหมายครั้งใหญ่ นำบทกฎหมายที่มีอยู่จัดเป็นหมวดหมู่ ชำระเนื้อความที่วิปริตผิดความยุติธรรมออก

การชำระกฎหมายดำเนินการ 11 เดือนจึงแล้วเสร็จ ในหลักฐานตามประกาศพระราชปรารภตอนหนึ่งใจความว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงตรวจสอบชำระขั้นสุดท้ายด้วยพระองค์เอง หลังจากนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พนักงานอาลักษณ์จารึกเขียนเป็น 3 ฉบับ หรือ 3 ชุด ชุดละ 41 เล่ม เขียนด้วยหมึกบนสมุดข่อยสีขาว 3 ชุดแรกจึงเรียกว่าฉบับหลวง ทรงให้ปิดดวงตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และบัวแก้ว ไว้บนปกทุกเล่ม ถือเป็นตราสำคัญ มีนัยถึงการบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร

อ่านเพิ่มเติมคนโบราณเค้าด่ากันอย่างไร ดูคำด่าเจ็บแสบของยุค และคำด่าอมตะที่ใช้ถึงวันนี้


อ้างอิง: 

กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์ตามต้นฉบับหลวง เล่ม 1. ราชบัณฑิตยสถาน, 2550

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป