สถิติเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 27 ครั้งในไทย ชุดไหนไม่ยุบสภา-ไม่โดนรัฐประหาร

ทหารไทยเข้าแถวลงทะเบียนรับบัตรเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 (Photo by SUWAN / AFP) *ลิขสิทธิ์ภาพ AFP ห้ามคัดลอก*

*ห้ามคัดลอก “เนื้อหา” โดยไม่ได้รับอนุญาต*

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยมีมาแล้วทั้งสิ้น 27 ครั้ง (นับรวมการเลือกตั้งเพิ่มเติม 2 ครั้ง เมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2489 และ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492) แต่ละครั้งมีสถิติน่าสนใจมากมาย ในที่นี้จึงรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ จัดกลุ่มและเรียงลำดับอย่างละเอียด และหากวิเคราะห์ต่อไป สถิติเหล่านี้น่าจะสะท้อนภาพและบอกเรื่องราวบางประการเกี่ยวกับการเลือกตั้งในไทยได้

สถิติในการเลือกตั้งที่น่าสนใจ

  • ไม่เคยมีการจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมและเดือนตุลาคม
  • เดือนกุมภาพันธ์จัดการเลือกตั้งมากที่สุด 5 ครั้ง (มกราคม เมษายน กรกฎาคม พฤศจิกายน 4 ครั้ง, ธันวาคม 2 ครั้ง, มีนาคม มิถุนายน สิงหาคม กันยายน 1 ครั้ง)
  • ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุดคือ 75.03% ในการเลือกตั้งครั้งที่ 26 วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
  • ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยที่สุดคือ 26.54% ในการเลือกตั้งครั้งที่ 6 วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491
  • จังหวัดลำพูนครองแชมป์ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุด 4 ครั้ง (พ.ศ. 2544, 2548, 2550, 2554)
  • ช่วงที่ทิ้งห่างการเลือกตั้งมากที่สุดคือ 11 ปี 57 วัน (ตั้งแต่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ถึง 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512)
  • ช่วงที่ทิ้งห่างการเลือกตั้งน้อยที่สุดคือ 5 เดือน 21 วัน (ตั้งแต่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ถึง 13 กันยายน พ.ศ. 2535)
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 3 ชุดเท่านั้นที่อยู่ครบวาระไม่ถูกรัฐประหารหรือยุบสภา คือชุดที่ 2 (พ.ศ. 2476-2480) ชุดที่ 7 (พ.ศ. 2495-พ.ศ. 2500) และชุดที่ 21 (พ.ศ. 2544-2548)

การเลือกตั้งทางอ้อม

การเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ โดยประชาชนจะเป็นผู้เลือกผู้แทนตำบล จากนั้นผู้แทนตำบลจะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง มีจำนวน ส.ส. 70 คน จาก 70 จังหวัด แต่มีบางจังหวัดที่มี ส.ส. 2-3 คน รวมทั้งหมดมี ส.ส. ได้ 78 คน และมี ส.ส. ที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์อีก 78 คน

ครั้งที่ 1 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 78 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 4.2 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 1.7 ล้านคน
  • คิดเป็น 41.45%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ เพชรบุรี 78.82%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ แม่ฮ่องสอน 17.71%

สภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นชุดที่ 2 (ชุดที่ 1 เป็นชุดชั่วคราว) เป็นชุดแรกที่อยู่จนครบวาระ ตรงกับรัฐบาล พระยาพหลพลพยุหเสนา 


การเลือกตั้งทางตรงแบบแบ่งเขต

ต่อมาได้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ 2 และ 3 ได้จัดรูปแบบการเลือกตั้งเป็นแบบแบ่งเขต คือ 1 เขตจะมีผู้แทน 1 คน ตามสัดส่วนประชากรที่กำหนดไว้คือ 200,000 คน โดยยังคงมี ส.ส. ประเภท 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง

ครั้งที่ 2 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 91 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 6.1 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 2.4 ล้านคน
  • คิดเป็น 40.22%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ นครนายก 80.50%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ แม่ฮ่องสอน 22.24%

ครั้งที่ 3 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 91 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 6.3 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 2.2 ล้านคน
  • คิดเป็น 35.05%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ นครนายก 67.36%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ ตรัง 16.28%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 3 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 2 และสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 4 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 3 สิ้นสภาพเนื่องจากการยุบสภา

ต่อมายังคงรูปแบบการเลือกตั้งแบบทางตรงแบ่งเขตเช่นเดิม ในการเลือกตั้งครั้งที่ 5 เป็นการเลือกตั้งเพิ่มเติม เนื่องจาก ส.ส. ประเภท 2 ที่มาจากการแต่งตั้งแล้วได้ถูกยกเลิกไป โดยเลือกตั้งเฉพาะบางเขตใน 47 จังหวัดเท่านั้น และได้ปรับสัดส่วนประชาชนต่อผู้แทนลดลงเหลือ 150,00:1

ครั้งที่ 4 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2489

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 96 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 6.4 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 2.0 ล้านคน
  • คิดเป็น 32.52%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ บุรีรัมย์ 54.65%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ สุพรรณบุรี 13.40%

ครั้งที่ 5 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2489

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 82 คน ***การเลือกตั้งเพิ่มเติม***
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 5.8 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 2.0 ล้านคน
  • คิดเป็น 34.92%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ สกลนคร 57.49%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ นราธิวาส 16.62%

จากการเลือกตั้งครั้งที่ 4 และ 5 รวมเป็นสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 5 ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม สภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 5 สิ้นสภาพเนื่องจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 โดย พล.ท. ผิน ชุณหะวัณ

การประชุมสภาสมัยแรก หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

การเลือกตั้งทางตรงแบบรวมเขตเรียงเบอร์

การเลือกตั้งครั้งที่ 6-11 ได้จัดรูปแบบการเลือกตั้งเป็นแบบรวมเขตเรียงเบอร์ คือยึดเอาจังหวัดเป็นเขตการเลือกตั้งหนึ่งเขต จำนวนผู้แทนในแต่ละเขตขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร จะมีมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละเขต ยกตัวอย่าง หากเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้แทนได้ 3 คน ประชาชนก็มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกผู้แทนได้ 3 คน โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเลือกผู้สมัครจากกลุ่มเดียวหรือพรรคเดียวกัน

การเลือกตั้งครั้งที่ 6 กำหนดสัดส่วนประชากร 200,000 คนต่อผู้แทน 1 คน ส่วนการเลือกตั้งครั้งที่ 7 ปรับสัดส่วนประชาชนต่อผู้แทนลดลง เป็น 150,000 คนต่อผู้แทน 1 คน เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเติม จึงมีการจัดการเลือกตั้งเฉพาะบางเขตใน 19 จังหวัด มีผู้แทนเพิ่มขึ้นอีก 21 คน

ครั้งที่ 6 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 99 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 7.1 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 2.1 ล้านคน
  • คิดเป็น 26.54%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ระนอง 58.69%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ สมุทรปราการ 15.68%

ครั้งที่ 7 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 21 คน ***การเลือกตั้งเพิ่มเติม***
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 3.5 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 0.8 ล้านคน
  • คิดเป็น 24.27%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ สกลนคร 45.12%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ อุดรธานี 12.02%

การเลือกตั้งครั้งที่ 6 และ 7 รวมเป็นสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 6 และสิ้นสภาพเนื่องจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2494 นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นการรัฐประหารยึดอำนาจตัวเอง

การเลือกตั้งครั้งที่ 8 ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 มีขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 การเลือกตั้งครั้งนี้คงสัดส่วนประชาชนต่อผู้แทนที่ 150,000:1 มี ส.ส. จากการเลือกตั้ง 123 คน

การเลือกตั้งครั้งที่ 9 ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เป็นการเลือกตั้งภายใต้พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 ซึ่งถือเป็นพระราชบัญญัติพรรคการเมืองฉบับแรกของไทย ต่อมาหลังจากเกิดรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ได้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ 10 ในปลายปีเดียวกัน รูปแบบยังคงเดิมเหมือนการเลือกตั้งเมื่อตอนต้นปี

การเลือกตั้งครั้งที่ 8 9 และ 10 มี ส.ส. ประภท 2 ที่มาจากการแต่งตั้งจำนวน 123 คน และการเลือกตั้งหลังยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารเป็นต้นไป ก็ไม่ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการแต่งตั้งอีกเลย

ครั้งที่ 8 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 123 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 7.6 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 2.9 ล้านคน
  • คิดเป็น 38.95%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ สระบุรี 77.78%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ พระนคร 23.30% (ในอดีตมีจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี ก่อนจะมารวมกันเป็นกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2514)

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 7 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 8 ในรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม สิ้นสภาพเนื่องจากครบวาระ

ครั้งที่ 9 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 160 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 9.8 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 5.6 ล้านคน
  • คิดเป็น 57.50%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ สระบุรี 93.30%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ สุพรรณบุรี 42.46%

ครั้งที่ 10 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 160 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 9.9 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 4.3 ล้านคน
  • คิดเป็น 44.07%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ระนอง 73.30%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ อุดรธานี 29.92%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 8 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 9 และสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 9 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 10 สิ้นสภาพเนื่องจากการรัฐประหารโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ พ.ศ. 2500 และ 2501 ตามลำดับ

จอมพล ป. ยื่นใบสมัครเพื่อลงเลือกตั้งเป็นผู้แทนจังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2500 (ภาพจาก 6 จอมพลไทย ยุคระบอบประชาธิปไตย)

ครั้งที่ 11 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 219 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 14.8 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 7.2 ล้านคน
  • คิดเป็น 49.16%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ระนอง 73.95%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ พระนคร 36.66%

การเลือกตั้งครั้งที่ 11 เป็นการเลือกตั้งในรอบ 11 ปี ซึ่งทิ้งช่วงกับการเลือกตั้งครั้งก่อนนานที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากการครองอำนาจของฝ่ายทหารนิยมตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์จนถึงจอมพลถนอม ดังนั้นในระยะเวลาที่ผ่านมานานมากจึงทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนหลายล้านเสียง และไม่มี ส.ส. ประเภท 2

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 10 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 11 สิ้นสภาพเนื่องจากการรัฐประหารโดย จอมพลถนอม กิตติขจร พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นการรัฐประหารยึดอำนาจตัวเอง


การเลือกตั้งทางตรงแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 โดยกลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่ประท้วงรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ได้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 และกฎหมายการเลือกตั้งได้กำหนดรูปแบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ (บางจังหวัดมีประชากรไม่ถึงตามสัดส่วนประชาชนต่อผู้แทนที่กำหนดไว้ก็จะเลือกตั้งแบบรวมเขต) และจะใช้รูปแบบการเลือกตั้งนี้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ 12 พ.ศ. 2518 ไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งที่ 21 พ.ศ. 2539 แม้จะมีการปรับจำนวนผู้แทนไปบ้าง แต่ยังคงยึดหลึกการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์

การเลือกตั้งครั้งที่ 12 เป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์คือในหนึ่งจังหวัดจะมีหลายเขตเลือกตั้ง โดยแต่ละเขตจะมีจำนวนผู้แทนได้ 3 คน ใช้วิธีเรียงเบอร์คือผู้ที่ได้คะแนนเสียงมาเป็น 3 อันดับแรกจะได้เป็น ส.ส. กำหนดสัดส่วนประชาชนต่อผู้แทนที่ 150,000:1

ครั้งที่ 12 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 269 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 20.2 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 9.5 ล้านคน
  • คิดเป็น 47.17%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ภูเก็ต 67.87%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ เพชรบูรณ์ 32.18%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 11 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 12 สิ้นสภาพเนื่องจากการยุบสภาของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี

ครั้งที่ 13 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 279 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 20.6 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 9.0 ล้านคน
  • คิดเป็น 43.99%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ นครพนม 63.53%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ เพชรบูรณ์ 26.64%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 12 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 13 ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช สิ้นสภาพเนื่องจากการรัฐประหารโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 และได้จัดการเลือกตั้งอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 14 เมื่อ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 ได้สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 13 โดยมี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ในการเลือกตั้งครั้งที่ 14-17 ภายใต้กฎหมายเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 กำหนดสัดส่วนประชาชนต่อผู้แทนที่ 150,000:1 โดยแต่ละเขตจะมีจำนวนผู้แทนได้ไม่เกิน 3 คน ในช่วงเวลานี้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลและในรัฐสภา ดังนั้น พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีได้ทำการยุบสภาแก้ปัญหา โดยยุบสภา 3 ครั้ง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ 3 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2526, 2529 และ 2531

ครั้งที่ 14 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 301 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 21.2 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 9.3 ล้านคน
  • คิดเป็น 43.90%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ยโสธร 77.11%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ 19.45%

ครั้งที่ 15 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2526

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 324 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 24.2 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 12.2 ล้านคน
  • คิดเป็น 50.76%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ยโสธร 79.62%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ 32.57%

ครั้งที่ 16 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 347 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 26.2 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 16.0 ล้านคน
  • คิดเป็น 61.43%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ชัยภูมิ 85.15%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ

ครั้งที่ 17 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2531

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 357 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 26.6 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 16.9 ล้านคน
  • คิดเป็น 63.56%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ยโสธร 90.42%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ

การเลือกตั้งครั้งที่ 17 ได้สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 16 ในรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ พ.ศ. 2531-2534 แต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สิ้นสภาพเนื่องจากการรัฐประหารโดย พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2534

หลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) รัฐประหาร ก็ได้มีการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 และมีการจัดการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 18 วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ก่อนจะเกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 จนนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

การเลือกตั้งครั้ง 18 และ 19 ยังคงกำหนดสัดส่วนประชาชนต่อผู้แทนที่ 150,000:1 โดยแต่ละเขตจะมีจำนวนผู้แทนได้ไม่เกิน 3 คน

ครั้งที่ 18 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 360 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 32.4 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 19.2 ล้านคน
  • คิดเป็น 59.35%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ มุกดาหาร 87.11%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ

ครั้งที่ 19 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2535

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 360 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 31.8 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 19.6 ล้านคน
  • คิดเป็น 61.59%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ มุกดาหาร 90.43%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ 47.39%

การเลือกตั้งครั้งที่ 19 ได้สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 18 โดยนาย ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สิ้นสภาพเนื่องจากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อ พ.ศ. 2538

ภาพถ่ายของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร (กลาง) ในสมัยที่ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 (ภาพจาก AFP PHOTO / DOMINIQUE FAGET)

การเลือกตั้งครั้งที่ 20 และ 21 อยู่ภายใต้กฎกติกาของ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2538) โดยเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเดิมที่กำหนดไว้ตายตัว 360 คน ให้แปรผันตามจำนวนประชากร โดยกำหนดสัดส่วนประชาชนต่อผู้แทนที่ 150,000:1 จึงทำให้มีจำนวน ส.ส. เพิ่มมากขึ้น

ครั้งที่ 20 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 391 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 37.8 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 23.4 ล้านคน
  • คิดเป็น 62.04%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ มุกดาหาร 83.80%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ 49.82%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 19 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 20 ในสมัยรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา สิ้นสภาพเนื่องจากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา

ครั้งที่ 21 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 393 คน
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 38.5 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 24.0 ล้านคน
  • คิดเป็น 62.42%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ สระแก้ว 87.71%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 20 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 21 ในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย สิ้นสภาพเนื่องจากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อ พ.ศ. 2543


การเลือกตั้งทางตรงแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ

ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ส่งผลให้ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป โดยกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนทั้งหมด 500 คน จากแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน จากแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญยังได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) เป็นผู้ควบคุมและจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกของประเทศ

ครั้งที่ 22 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน (แบ่งเขต 400, บัญชีรายชื่อ 100)
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 42.7 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 29.9 ล้านคน
  • คิดเป็น 69.94%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ลำพูน 83.78%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 21 (พ.ศ. 2544-2548) จากการเลือกตั้งครั้งที่ 22 ในสมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร สิ้นสภาพเนื่องจากครบวาระ

ครั้งที่ 23 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน (แบ่งเขต 400, บัญชีรายชื่อ 100)
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 44.5 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 32.3 ล้านคน
  • คิดเป็น 72.56%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ลำพูน 86.6%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ หนองคาย 62.55%

การเลือกตั้งครั้งที่ 23 นับเป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 21 อยู่จนครบวาระ นับเป็น ส.ส. ชุดแรกตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ที่ไม่ได้โดนรัฐประหารหรือยุบสภา สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อมาเป็นครั้งที่ 23 รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้รับชัยชนะ แต่เกิดการชุมนุมประท้วงของประชาชน จึงยุบสภาจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

กระทั่งในการเลือกตั้งครั้งที่ 24 พ.ศ. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และผลจากการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน นำไปสู่การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

ครั้งที่ 24 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน (แบ่งเขต 400, บัญชีรายชื่อ 100)
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงแบบบัญชีรายชื่อ 44.9 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงแบบบัญชีรายชื่อ 29.0 ล้านคน
  • คิดเป็น 64.77%
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงแบบแบ่งเขต 44.7 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงแบบแบ่งเขต 28.9 ล้านคน
  • คิดเป็น 64.75%

***การใช้สิทธิ์เลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีมากกว่าแบบแบ่งเขตเพราะ เขตเลือกตั้งจังหวัดนนทบุรี เขต 3 มีการเลือกตั้งเฉพาะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ

ครั้นเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ. 2550 ก็มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นอีกครั้ง แต่ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งคือ เป็นแบบแบ่งเขตกับแบบสัดส่วน โดยแบบแบ่งเขตมีจำนวนผู้แทนทั้งหมด 400 คน แบบสัดส่วนมี 100 คน กำหนดให้แบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีผู้แทนได้ 10 คน รวม 80 คน

ครั้งที่ 25 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 480 คน (แบ่งเขต 400, สัดส่วน 80)
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 44 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 32.7 ล้านคน
  • คิดเป็น 74.52%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ลำพูน 88.90%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ สกลนคร 66.73%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 25 ในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พ.ศ. 2551-2554) สิ้นสภาพเนื่องจากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อ พ.ศ. 2554 ภายหลังเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงของประชาชน

ภายหลังการยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ได้มีการแก้ไขรูปแบบการเลือกตั้ง โดยมีจำนวนผู้แทนทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น แบบแบ่งเขต เขตละ 1 คน จำนวน 375 คน และแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 125 คน การเลือกตั้งครั้งที่ 26 และ 27 ใช้รูปแบบเดียวกัน

ครั้งที่ 26 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน (แบ่งเขต 375, บัญชีรายชื่อ 125)
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 46.9 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 35.2 ล้านคน
  • คิดเป็น 75.03%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ ลำพูน 88.61%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ หนองคาย 68.59%

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 24 จากการเลือกตั้งครั้งที่ 26 ในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสภาพเนื่องจากนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา อันเนื่องมาจากการชุมนุมประท้วงของประชาชน อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งที่ 27 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการเลือกตั้งโมฆะในที่สุด

ครั้งที่ 27 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

  • จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน (แบ่งเขต 375, บัญชีรายชื่อ 125)
  • ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 43.0 ล้านคน
  • ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 20.5 ล้านคน
  • คิดเป็น 47.72%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุดคือ เชียงใหม่ 75.05%
  • จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยที่สุดคือ นครศรีธรรมราช 8.78% ***ลงคะแนนได้ 3 เขต จากทั้งหมด 9 เขต

*ห้ามคัดลอก “เนื้อหา” โดยไม่ได้รับอนุญาต*



อ้างอิง:

หนังสืออนุสรณ์งานศพนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ ภาคผนวก ง ประวัติการเมืองไทย เขียนโดยธวัช คำธิตา

เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร สถิติการเลือกตั้ง ส.ส. จาก https://cdc.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/more_news.php?cid=2212&filename=index

เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=หมวดหมู่%3Aการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป