รู้จักประชากรอาร์เจนติน่าคนสุดท้ายใน “เมืองร้าง” ที่ถูกน้ำท่วมนาน 25 ปี ทำไมยังอยู่ต่อ

ภาพในกระดาษเป็นสภาพพื้นที่ Villa Epecuén ที่ถ่ายเมื่อยุค 1970s เทียบกับสภาพหลังน้ำท่วมถ่ายเมื่อปี 2011 (ภาพจาก JUAN MABROMATA / AFP)

พื้นที่หนึ่งห่างไปจากเมืองบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนติน่า มีเมืองเล็กๆ ที่เรียกกันว่า Villa Epecuén ถูกน้ำท่วมอย่างหนักในค.ศ. 1985 อีก 25 ปีผ่านไป เมื่อระดับน้ำลดลง คนทั่วไปจึงสามารถเห็นซากของเมืองร้างที่ถูกน้ำทำลายจนกลายเป็นเมืองร้าง เมืองแห่งนี้ยังมีประชากรที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงรายเดียวเท่านั้น

Villa Epecuén ก่อตัวขึ้นบนชายฝั่งทางตอนใต้ของบัวโนสไอเรส ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 600 กิโลเมตร ในช่วงค.ศ. 1920 ด้วยทำเลที่ดีและชื่อเสียงเรื่องสรรพคุณของน้ำในทะเลสสาบน้ำเค็มในแง่บวกต่อสุขภาพทำให้พื้นที่ประสบความสำเร็จในฐานะที่พักตากอากาศซึ่งโด่งดังมากในอาร์เจนติน่า รายงานข่าวจากเอเอฟพีเผยว่า ระดับความเค็มในแหล่งน้ำนี้เป็นรองแค่ทะเลเดดซี (Dead Sea) แต่เมื่อเผชิญภัยธรรมชาติอย่างหนัก หมู่บ้านถูกน้ำจากทะเลสาบท่วมจนหมดในปี 1985

หลังจากน้ำท่วมนานถึง 25 ปี น้ำจึงลดลงหมดและย่อมเผยให้เห็นสภาพของเมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายสภาพเป็นเสมือนซากปรักหักพังเท่านั้น ขณะเดียวกับระบบนิเวศของทะเลสาบก็เสียหายแลกกับการพยายามควบคุมสมดุลการไหลเวียนของน้ำ

ในบรรดาสมาชิกที่เคยอาศัยในย่านนี้ ปัจจุบันเหลือแค่ปาโบล โนวัค ชายสูงวัยซึ่งครอบครัวของเขาเคยอาศัยที่นี่ตั้งแต่ค.ศ. 1918 เมื่อพ่อของเขาเดินทางมาที่นี่ และประกอบอาชีพเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร ปาโบล เล่าว่า เขาเดินทางไปมาอยู่เสมอ แต่ก็มักกลับมาพำนักที่ Epecuén และเมื่อเมืองเล็กๆ ถูกน้ำท่วม ปาโบล ก็ยังไม่ได้เดินทางจากไป ส่วนหนึ่งเพราะเขารู้สึกผูกพันกับที่นี่

ชื่อเสียงของปาโบล เป็นที่รู้จักแพร่หลายเลยทีเดียวหลังจากเรื่องราวของเขาที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ถูกบอกเล่าออกไป ปาโบล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า เขาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกของชุมชนที่รู้เรื่องราวตั้งแต่กำเนิดและช่วงขาลงของพื้นที่แห่งนี้

ปาโบล เล่าว่า โรงแรมแห่งแรกในชุมชนก่อตั้งเมื่อปี 1922 โดยนักธุรกิจชาวอังกฤษวัย 70 ปีเป็นผู้ลงนามสัญญาใช้พื้นที่บนชายฝั่งทะเลสาบนาน 90 ปี นักธุรกิจรายนี้เข้าใจชื่อเสียงของน้ำในแถบนี้เป็นอย่างดี แถมยังเชิญทีมนักวิทยาศาสตร์อิตาเลียนมาพิสูจน์สรรพคุณด้วย หลังจากนั้นพวกเขาก็สร้างรีสอร์ทขึ้น เก็บค่าใช้บริการจากนักท่องเที่ยวที่ลงว่ายน้ำคนละ 5 เซนต์

สมาชิกของเมืองที่เคยรุ่งเรืองเล่าว่า เขามีช่วงเวลาที่ดีกับพื้นที่แห่งนี้ ในช่วงที่มีคณะละครสัตว์เข้ามาแสดง พวกเขาก็จะได้พบปะกับเพื่อนร่วมโรงเรียนและจะหาวิธีเพื่อให้ได้ตั๋วมาครอบครอง ในฤดูร้อนก็มีกิจกรรมมากมาย ช่วงค่ำคืนท้องถนนก็คึกคัก เต็มไปด้วยนักดนตรีเปิดหมวก พวกนักดนตรีมักไปเล่นในจุดที่มีคนนั่งพักผ่อน ขณะที่วัยรุ่นจากชุมชนใกล้เคียงก็มักเดินทางด้วยรถบัสเข้ามาเที่ยวเล่น ขี่จักรยาน โบกรถขอโดยสารคนท้องถิ่น ทุกคนมาที่นี่เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ

กระทั่งในปี 1980 เมืองเริ่มถูกน้ำเข้าท่วม แต่ช่วงเวลานั้นยังจัดการน้ำได้ไม่ยากนัก มีเวลาเก็บของทันเพราะน้ำท่วมสูงแบบช้าๆ มีการสร้างทางโค้งยื่นไปในผืนน้ำ ทางโค้งก็มักมีผู้คนใช้เป็นทางเดินเล่นรวมถึงปาโบล ที่มักมาขี่จักรยาน บางครั้งก็มาเดินเล่นกับเด็กๆ พวกเขาพยายามเสริมแนวป้องกันตลอด 4 ปี แต่เมื่อมาถึงปีที่ 5 ก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าเศร้า ปี 1985 ทุกอย่างจมอยู่ใต้น้ำ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ระดับน้ำก็คงที่ตลอด 30 ปีหลังโดยไม่ลดลงเลยแม้แต่เซนติเมตรเดียว ปาโบล เล่าว่า ระดับน้ำสูงที่สุดคือท่วมมิดชั้น 2 สูงประมาณ 11 เมตร ภายหลังระดับน้ำจึงเริ่มลดลงอย่างช้าๆ กระทั่งไม่เหลือน้ำขังอีก ในปี 2010 น้ำลดลงจนเห็นซากเมืองเดิมอีกครั้ง และถึงวันนี้ (2019) ปาโบล เป็น “ผู้อยู่อาศัย” คนเดียวที่เหลืออยู่ของเมืองเล็กๆ แห่งนี้

เมื่อปี 2011 หลังจากน้ำลดแล้ว สำนักข่าวต่างประเทศต่างเข้าไปบันทึกภาพ ช่วงนั้น ปาโบล ยังพักในบ้านในชุมชนที่เรียกว่า Lago Epecuen


แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 10 เมษายน 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป