ย้อนต้นตอแนวคิด “ฮิตเลอร์” เมื่อโลกไม่สิ้น Ethnocentrism ดูถูกวัฒนธรรม-เชื้อชาติอื่น

ฮิตเลอร์ขณะอ่านหนังสือที่โต๊ะ ภาพถ่ายเมื่อตอนต้นศตวรรษ 1920

แนวคิด Ethnocentrism ที่เชื่อในความเหนือกว่าของชนชาติตัวเอง ยกให้วัฒนธรรมหรือเผ่าพันธุ์ของตัวเองเหนือกว่าฝ่ายอื่นเป็นส่วนหนึ่งที่นำมาสู่ปัญหาทางสังคมมากมาย ในอดีตมีตัวอย่างของโศกนาฎกรรมที่สืบเนื่องมาจากบุคคลที่มีความเชื่อลักษณะนี้ ถึงจะมีตัวอย่างจำนวนมากให้ได้เห็นกันในอดีต แต่ในปัจจุบันอาจยังพบเห็นพฤติกรรมหลายประเภทที่เข้าข่ายได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดนี้อยู่ด้วยซ้ำ

หากพูดถึงตัวอย่างความเชื่อทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของตัวเองอันนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างร้ายแรง ตัวอย่างที่ชัดเจนและกล่าวได้ว่ารุนแรงที่สุดน่าจะเป็นโศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งฝันร้ายของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากการปลูกฝังความเกลียดชังทางเชื้อชาติ อันนำไปสู่ความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์นับล้านชีวิต นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งมองว่า กลไกสำคัญส่วนหนึ่งย่อมมาจากความเชื่ออย่างสุดโต่งของผู้นำกลุ่มนาซี นั่นคือ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (เดิมเป็นคนออสเตรียแต่ได้สัญชาติเยอรมันภายหลัง) ที่เชื่อว่าจำเป็นต้องกำจัดชาวยิวให้หมดไปจากโลก

นอกเหนือจากบริบทเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การครอบครองของนายทุนระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งฮิตเลอร์เชื่อว่าส่งผลต่อเยอรมนี และเรื่องความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างคริสเตียนกับยูดาห์ (Judaism) หากจะกล่าวถึงแนวคิดของฮิตเลอร์ ที่ส่งอิทธิพลต่อนโยบายของนาซีในภายหลัง ส่วนหนึ่งอาจต้องย้อนไปถึงอิทธิพลทางความคิดอันมาจากความชื่นชอบอ่านหนังสือของฮิตเลอร์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งให้ข้อมูลว่า เขาชื่นชอบอ่านหนังสืออัตชีวประวัติบุคคล จุลสาร และแผ่นใบปลิวทางการเมือง เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเพียงแค่ชายหนุ่มจิตรกรวาดรูปทิวทัศน์ขาย

เมื่อพูดถึงอิทธิพลทางความคิดจากงานเขียนที่ส่งผลต่อฮิตเลอร์ ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากคืองานของลันซ์ ฟอน ลีเบนเฟล (Lanz von Liebenfels) บรรณาธิการนิตยสาร Ostara เชื้อสายออสเตรียน ที่นำเสนอความคิดเรื่องความสูงส่งของเชื้อชาติอารยัน และต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะงานเขียนในช่วงก่อนก่อตั้งนิตยสาร Ostara ที่ชื่อว่า Theozoölogie oder die Kunde von den Sodoms-Äfflingen und dem Götter-Elektron (Theozoology, or the Science of the Sodomite-Apelings and the Divine Electron) แม้หนังสือเล่มนี้อาจไม่มีเนื้อหาเชิงต่อต้านชาวยิวโดยตรง แต่เป็นหนังสือเชิงนัยวิเคราะห์ตีความพระคัมภีร์ และถูกมองว่ามีเนื้อหาสื่อสารเชิงยกเชื้อสายอารยันสูงกว่าเชื้อสายอื่นๆ อันต่อยอดจากพื้นฐานความเชื่อทางคัมภีร์ทางศาสนา ว่าด้วยการสร้างมนุษย์ของพระเจ้า

งานเขียนของลันซ์ส่วนใหญ่มักจะนำแง่มุมด้านศาสนาและเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ อาทิ Zur Theologie der gotischen Bibel (“Regarding the Theology of the Gothic Bible”) ใน Vjschr. für Bibelkunde 1 ปี 1903/1904 หรือ Der Weltkrieg als Rassenkampf der Dunklen gegen die Blonden (“The World War as a Race Fight Between the Dark and the Blondes”) เมื่อปี 1927 เป็นต้น

ลันซ์ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1874 ที่เวียนนา ครอบครัวของเขาเป็นคนชนชั้นกลาง ในปี 1893 เขาเป็นนักบวชในคณะนักบวช Cistercian ของนิกายคาทอลิก ปีต่อมามีบันทึกไว้ว่า เขาอ้างว่า “รู้แจ้ง” เมื่อค้นพบหลุมศพของอัศวินเทมพลาร์ และเริ่มพัฒนาทฤษฎีที่เรียกว่า “blue-blond Aryanism” และแนวคิดเรื่อง “เชื้อชาติชั้นล่าง” ซึ่งนาซีนำมาใช้อธิบายกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวอารยันว่าเป็นพวกที่ด้อยกว่า

เขาก่อตั้งนิตยสาร Ostara เมื่อ ค.ศ. 1905 และอ้างว่าเขามีผู้รับนิตยสารของเขากว่า 1 แสนราย แต่เชื่อกันว่าตัวเลขนี้สูงเกินจริง ลันซ์ ยังอ้างว่า ฮิตเลอร์ในวัยหนุ่มเคยมาพบเขาเมื่อปี 1909

อีกหนึ่งแนวคิดของฮิตเลอร์ ย่อมได้มาจากทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ อันเป็นอีกแนวคิดที่ฮิตเลอร์ได้รับอิทธิพลมา โดยเฉพาะว่าด้วยวิธีการคัดเลือกทางธรรมชาติที่ว่า “One general law, leading to the advancement of all organic beings, namely, multiply, vary, let the strongest live and the weakest die.” หรือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด ซึ่งทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ส่งอิทธิพลต่อความคิดของของฮิตเลอร์

และยังรวมถึงแนวคิดของจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ (George von Schönerer) นักการเมืองชาวออสเตรียน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีทัศนคติทางการเมืองสนับสนุนความเป็นเยอรมัน และมีความเป็นอนุรักษ์นิยมตามแบบฉบับนักการเมืองฝ่ายขวาจัด

เชิร์นเนอร์ มีแนวคิดต่อต้านชาวยิว โดยจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ เสนอความคิดในแง่ว่า กำจัดชาวยิวเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเยอรมันกลายเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศตนเองในภายภาคหน้า

แนวคิดของลันซ์ และจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ มีลักษณะแบบเดียวกันคือ ความเกลียดชังในเชื้อสายชาวยิวและยกย่องเชื้อสายอารยันที่เป็นเชื้อสายของชาวยุโรปโดยแท้ นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้นำเผด็จการในการหาเหตุผลของความเกลียดและเหยียดเชื้อสายที่คิดว่าต่ำกว่าตน ผนวกกับทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่นำมาสนับสนุนแนวคิดของฮิตเลอร์ในการพัฒนาให้กองทัพนาซีเยอรมัน และกำจัดสิ่งที่คิดว่าทำให้ประเทศเกิดความเสื่อมถอยและอ่อนแอ ซึ่งนั่นก็คือชาวยิว

แนวคิดเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิวและความทะนงต่อเชื้อสายกำเนิด ในช่วงที่เขาถูกจำคุกจากเหตุการณ์ “กบฏโรงเบียร์ (Beer Hall Putsch)” ที่เมืองมิวนิก เมื่อปี ค.ศ. 1923 โดยเขาเป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น และถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ตลอดระยะเวลาที่ถูกจองจำในคุก Landsberg (จำคุกจริงตั้งแต่เมษายน 1924 ถูกปล่อยตัวกลางเดือนธันวาคมปีเดียวกัน) เขาบันทึกเรื่องราวชีวิตและแนวคิดทางการเมืองของเขา ซึ่งต่อมาตีพิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ ไมน์คัมพพ์ (Mein Kampf) ภายหลังจากที่เขาขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในฐานะผู้นำเยอรมนี ผลงานนี้เป็นหนังสือที่ส่งผลให้ประชาชนเยอรมันเริ่มเกลียดชังชาวยิว

หนังสือไมน์คัมพพ์ ฉบับแปลไทย (การต่อสู้ของข้าพเจ้า แปลโดย ศ.ป.) สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของฮิตเลอร์ โดยเฉพาะจุดมุ่งหมายทางการเมืองทั้ง 25 ข้อ ซึ่งเป็นเป้าหมายและนโยบายสำคัญของพรรคนาซี หนึ่งในนั้นก็สื่อได้อย่างชัดเจนในเรื่องความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิว

ในจุดมุ่งหมายการเมืองข้อ 4 ระบุว่า “ไม่มีใครอื่นนอกจากชาวเยอรมันเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิเป็นพลเมืองของประเทศเราโดยสมบูรณ์, ไม่มีใครอื่นอีก นอกจากผู้ที่มีสายเลือดเยอรมันแท้ๆ ที่เราได้รับสิทธิเป็นสมาชิกแห่งชาติได้ เพราะฉะนั้น พวกยิวเป็นสมาชิกแห่งชาติไม่ได้”

ในข้อ 24 ย่อหน้าที่ 2 ระบุว่า “คณะพรรคนี้จะยอมรับรองศาสนาคริสเตียน แต่ก็ไม่นับรวมกับทางการเมือง และเราจะต่อต้านลัทธิวัตถุนิยมของชาติยิว ทั้งภายนอกและภายในประเทศ…” เป็นเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการกีดกันสิทธิพลเมืองภายในประเทศ และการต่อต้านทางเชื้อชาติอย่างชัดเจน

หรือแม้แต่ในบรรพ 1 บทที่ 11 “ชาติและเชื้อชาติ” ที่ฮิตเลอร์ได้บรรยายถึงความเป็นมาของชาวอารยัน ก็ยังมีการกล่าวถึงยิวในฐานะ “กาฝาก” ที่พยายามแสวงหาประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นเชื้อชาติที่นับถือศาสนาที่ผิดแผก เป็นนักหลอกลวงชั้นยอด มีความเจ้าเล่ห์ ซึ่งนั้นคือภาพลักษณ์ที่ฮิตเลอร์ได้สร้างขึ้นให้ชาวยิว และเชื่อกันว่าเป็นอิทธิพลที่มาจากแนวคิดของบุคคลข้างต้น โดยฮิตเลอร์นำมาทำความเข้าใจต่อด้วยตนเอง

ความเกลียดชังที่ประสบพบเจอมาในอดีต ประกอบกับข้อมูลที่ได้รับ กลายเป็นความเชื่อที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อมนุษยชาติ เป็นโศกนาฏกรรมแห่งการสังหารหมู่ที่โลกไม่ลืม และจะเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งที่ยังเห็นพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นถึงความคิด ความเชื่อที่มองวัฒนธรรมของเชื้อชาติอื่นด้อยกว่าของตัวเองหลงเหลือมาจนถึงยุคปัจจุบัน

 

หมายเหตุ : เรียบเรียงเนื้อหาจากบทความ “ฮิตเลอร์” เอาแนวคิดต่อต้านยิวมาจากไหน เจาะ 3 นักคิดทรงอิทธิพลต่อผู้นำนาซีเยอรมัน ใน เว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม 



อ้างอิง 
:

สมเกียรติ วันทะนะ. การสร้างระบอบประชาธิปไตของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี. กรุงเทพฯ : สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2560

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, ศ.ป. แปล. การต่อสู้ของข้าพเจ้า Mein Kampf. พิมพ์ครั้งที่ 8 . กรุงเทพฯ : โฆษิต, 2558

https://en.wikipedia.org/wiki/J%C3%B6rg_Lanz_von_Liebenfels

https://en.wikipedia.org/wiki/Georg_Ritter_von_Sch%C3%B6nerer

https://www.bbc.com/timelines/zq8gcdm#z2wc9j6

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป