เส้นทางเสือสุพรรณ “เสือฝ้าย” ถึง “เสือใบ” เบื้องลึกเหตุผลเป็นผู้ร้ายแบบไม่ตั้งใจ

ภาพประกอบเนื้อหา - เจ้าหน้าที่จับผู้ร้าย 7 รายที่ปล้นเกวียนพ่อค้า ที่บ้านประทาบ แขวงอำเภอนอก เป็นภาพตัวอย่างการจับโจรแถบอีสาน (ภาพไม่ระบุปี ภาพจากหอจดหมายเหตุ)

เฉพาะเสือร้ายที่มีชื่อเสียงในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและใกล้เคียง มีอยู่จํานวนมาก นับแต่เสือสม เสือศักดิ์ เสือแพรว เสือพักตร์ เสือหนอม เสือแบน เสือเว้า ฯลฯ แต่เสือชื่อดังที่สุดคือเสือฝ้าย เสือมเหศวร เสือใบ และเสือดํา

บนเส้นทางของเสือเมืองสุพรรณหลายคนเป็นด้วยความไม่ตั้งใจ อาทิ

เสือฝ้าย นามเดิม ฝ้าย เพชร์นะ เกิดบ้านท่าใหญ่ หมู่ 5 ตําบลเดิมบาง อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี อาชีพเดิมทํานา นายฝ้ายเป็นคนสู้คน เคยเป็นถึงผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 แต่ถูกกลั่นแกล้งให้ได้รับข้อหาปล้นทรัพย์ พ้นโทษออกจากคุกก็ถูกหลานเขยลอบยิงปางตาย ด้วยวิสัยนักเลงประเภทฆ่าได้หยามไม่ได้ สุดท้าย นายฝ้ายกลายเป็นเสือฝ้ายเต็มตัวก่อนจะถูกหลอกไปวิสามัญฆาตกรรมที่ป่าช้าในเขตอําเภอวิเศษชัยชาญ

ยายเกียด ทรัพย์จีน เผยตํารวจน่ากลัวกว่าเสือ

“เสือฝ้ายเป็นพี่แม่ ฉันเลยต้องส่งเสบียงให้ชุม โน้นอยู่ห้วยระแหง ป่าระกํา ป่าไผ่ ป่าตะโกครึ้มไปหมด ตอนส่งเสบียงต้องเอาโคลนทาทั่วตัว กองปราบเค้าดักอยู่ เราแกล้งว่าไปหาปลาไหล

เป็นเสือปล้นนี้ไม่มีเงินเก็บหรอก ก็ปล้นเขานะ คนมันมากแบ่งคนละพันคนละร้อยอย่างนั้นซิ ปล้นทีแบกรุงรังมาเลย บางทีก็ปล้นเรือโยงไปกันนอกถิ่นถึงคุ้มสําเภาชัยนาทโน่น ของเป็นทองเป็นนาก ได้มาขายหมดที่ร้านยายยิ้มท่าช้าง ที่นั่นรับซื้อ ไม่รู้จะว่าไง ช่างปล้นจริงจริ้ง มันมาตายนี่บ้านเมืองก็สงบ”

เสือใบ นามเดิม วัน สะอาดดี เกิดในชุมชนลาวที่บ้านพันตําลึง ตําบลดอนกํายาน อําเภอเมืองสุพรรณบุรี ช่วงหนุ่ม ๆ ครอบครัวถูกปล้นวัว นายวันบุกฆ่าหัวขโมยเป็นการแก้แค้นถึงถิ่น เสือใบเป็นสมุนคู่ใจของเสือฝ้าย เมื่อชุมโจรสุพรรณถูกปราบกระเจิง ตัวเองหนีรอดแต่ไปถูกจับที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เสือใบใช้ชีวิตในบางขวางนานเกือบ 17 ปี

เมื่ออายุ 76 ปีหันหน้าเข้าวัดเป็นมรรคนายกอยู่ที่วัดพันตําลึง พร้อมอดีตถูกฝังไม่มีการพูดถึงโดยสิ้นเชิง

เสือมเหศวร บุตรนายฉัตร นางตลับ เภรีวงษ์ บิดาเป็นผู้ใหญ่ บ้านเขาดิน หมู่ที่ 7 ตําบลนางบวช อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี อดีตของเสือมเหศวรเคยผ่านสงครามอินโดจีนก่อนบวชเป็นพระถึง 2 พรรษาที่วัดท่าช้าง กระทั่งเกิดเรื่องร้ายในครอบครัว ผู้ใหญ่ฉัตรบิดาถูกหมื่นชนนิยมยิ่ง กํานันตําบลทุ่งคดีลอบยิง ตัวเองต้องหนีตายหลบซ่อนหลายจังหวัดกระทั่งเข้าสังกัดกับชุมเสือฝ้ายในที่สุด

ในปี พ.ศ. 2492 เสือมเหศวรเข้ามอบตัวสู้คดีแต่ไม่มีโจทก์ชี้ตัว กระนั้นยังต้องโทษติดคุกนานกว่า 3 ปี เมื่ออายุ 86 ปี ทํามาหากินสุจริตในวิถีทางเกษตรกรที่บ้านไพรนกยูง อําเภอหันคา จังหวัดชัยนาท

เสือมเหศวร (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, 2540)

ความในใจของมเหศวร ไม่จําเป็นไม่ปล้น

“ไอ้ดําไม่สู้คน ตอนพ่อมันถูกยิงมันยังไม่สู้ เป็นเราไม่ได้นะ แต่ไอ้ดํานี่วิชาแคล้วคลาดมันดี ตํารวจล้อมบ้าน มันโดดหนีทีเดียวหายตัวไปเลย ข้างไอ้ใบนี้รูปหล่อผู้หญิงติดเกรียว เคยจะยิงกับเสือฝ้ายครั้งหนึ่ง เจ็บใจมาเตะหลาน เลยแยกไปอยู่ที่หนองสามเอกหลังเขาใหญ่โน่นมีชุมเสือกว่าสิบชุม ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งกัน

เป็นเสือความจริงไม่อยากปล้น เราขอแค่พอกิน ไอ้ที่มีเงินพอมีพออยู่นี่ก็เมื่อพ้นโทษ ได้จากเล่นหนังเรื่องจอมโจรมเหศวร เราเล่นเป็นตัวพ่อออก 2 ฉากถูกยิงตาย มิตร ชัยบัญชา เล่นเป็นตัวมเหศวร ได้ค่าประวัติค่าตัว 1 แสนบาทเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เยอะนะเอามาซื้อที่ได้ เป็นร้อยไร่ที่นี่ ตอนนี้ (พ.ศ. 2540) อยู่เงียบ ๆ ทําไร่เลี้ยงวัวเข้าวัดบ้างตามเรื่อง ลูกน้องเก่าที่ยังไม่ตายยังมาเยี่ยมอยู่บ่อย ๆ ปลายปีที่แล้วไอ้ใบยังมาถึงที่นี่”

เสือดํา นามเดิม ดํา สะราคํา บุตรกํานันผาบ้านดอนมะเกลือ ตําบลป่าสะแก อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เสือดําเป็นนักเลงมาตั้งแต่หนุ่มกระทั่งเส้นทางชีวิตหักเหไปยังชุมใหญ่เสือพรหมแห่งบ้านหนองหญ้าปล้อง อําเภอสามชุก เมื่อเสือพรหมตาย เสือดํารับหน้าที่หัวหน้าต่อ โดยตั้งชุมใหญ่ที่ “ไร่อ้อย” ใกล้ ๆ วัดขวางเวฬุวัน ตําบลป่าสะแก

กองโจรเสือดํามีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยเครื่องแบบสีดําสนิท สวมหมวกปีกขี่ม้าขาวคาดเข็มขัดปืน เป็นชุมโจรที่ไม่ขึ้นกับเสือฝ้าย ครอบครองอาณาเขตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีนไปจนถึงเขตอําเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เสือดําไม่เพียงเป็นเสือร้ายยังเป็นนักเลงฝิ่นขาใหญ่เจ้าประจําที่โรงฝิ่นหน้าวัดป่าสะแก จึงเป็นเหตุให้ถูกล่อไปฆ่าที่บ้านหนองโสน ตําบลเลาขวัญ ปิดตํานานตัวเองเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

เรื่องราวในบางเสี้ยวชีวิตเหล่านี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นอมตะตํานานที่มีคุณค่าคู่ควรต่อการบันทึก และคงไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอนที่เรื่องราวดังกล่าวนี้จะถือเป็นรอยต่อแห่งประวัติศาสตร์สยามที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

อ่านเพิ่มเติม สุพรรณบุรี เป็น “เมืองโจร เมืองคนดุ”!

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป