“ผมเปีย” กับความหลังของ “พระยาอนุมานราชธน” คนไทยหาช่องไว้เปียหนีเป็นไพร่หลวง

การพนันข้างถนน-ภาพถ่ายที่กวางตุ้ง ใน ค.ศ. ๑๘๖๘ (พ.ศ. ๒๔๑๑) โดย John Thomson จะเห็นว่าเปียนั้นถักยาวจนเกือบถึงพื้น

เรื่อง “ผมเปียกับความหลัง” นี้ คัดตัดตอนมาจากงานเขียนเรื่อง “ความหลังครั้งอยู่กรมศุลกากร” ของพระยาอนุมานราชธน หรือ “เสฐียรโกเศศ” ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือธัญวัน อุทิศแด่พระสมบัติธัญญผล (ม.ล. เลื่อน อิศรางกูร) ในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕

ชื่อตอน “ผมเปียกับความหลัง” เป็นชื่อที่ทางกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมกำหนดขึ้นเองสำหรับการพิมพ์ในที่นี้ เพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่ท่านผู้เขียนเขียนถึง เมื่อนำมาลงเว็บไซต์ กองบรรณาธิการจึงปรับย่อหน้าในเนื้อหาใหม่ด้วย

อนึ่ง คำว่า “บ้าบ๋า” ที่ท่านผู้เขียนกล่าวถึงไว้หลายแห่งนั้น หมายถึงชายลูกครึ่งจีนกับมลายู ซึ่งเกิดในมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย คู่กับคำว่า “ย่าหยา” ซึ่งใช้เรียกผู้หญิง อย่างไรก็ดีในภาษาตลาดบางทีจะใช้คำว่า “บ้าบ๋า” กับหญิงบ้างกระมังดังคำร้องเล่นที่ท่านผู้เขียนยกมาลงไว้

กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม


 

กรมศุลกากรสมัยโน้นเมื่อว่าถึงคนทำงานก็เป็นกรมที่แปลกกรมหนึ่ง เพราะคนรับราชการมีหลายชาติหลายภาษา มีทั้งไทย จีน ฝรั่ง แขกปาทาน ลังกา มลายู บ้าบ๋าและลูกครึ่ง ถ้าเป็นคนไว้เปีย แม้พูดภาษาจีนไม่ได้และมีชื่อเป็นไทย ก็ใช้นำหน้าชื่อเรียกว่าจีนทั้งนั้น

ถ้าจะแบ่งส่วนของงานในกรมศุลกากรเกี่ยวกับเรื่องคน ก็อาจแบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งได้แก่กองกลาง, กองภาษีภายใน, และกองภาษีขาออก มีเจ้าพนักงานเป็นไทย นุ่งผ้าสวมเสื้อราชปะแตน เว้นแต่กองภาษีขาออกเท่าที่จำได้มีลูกจีนแต่งตัวอย่างจีนปนอยู่สองคน และมีภารโรงซึ่งเรียกซินเตงเป็นจีนนอกชาวแต้จิ๋วคนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือกองภาษีขาเข้า, กองตีราคา, กองเงิน, กองรายงาน, และกองตรวจ ส่วนมากเป็นต่างชาติแต่มีลูกจีนและไทยปนบ้างไม่มากคนนัก

ถ้าจะจาระไนให้ละเอียดจะเป็นดั่งนี้ กองกลางมีที่ปรึกษาเป็นชาวอังกฤษ กองภาษีขาเข้าหัวหน้าเป็นฝรั่งชาวไอริช นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นบ้าบ๋า มีลูกครึ่งคนหนึ่งและญี่ปุ่นคนหนึ่งปนอยู่ด้วย

กองตีราคามีฝรั่งโปรตุเกสเป็นหัวหน้า ตัวรองเป็นบ้าบ๋า นอกนั้นเป็นลูกจีนและไทย

กองเงินหัวหน้าเป็นบ้าบ๋า นอกนั้นเป็นบ้าบ๋าและลูกจีน

กองรายงานมีหัวหน้าเป็นลูกครึ่งโปรตุเกส ภายหลังเป็นฝรั่งชาวอังกฤษ นอกนั้นเป็นบ้าบ๋าลูกครึ่งและลูกจีน มีคนไทยปนบ้าง

ส่วนภารโรงและคนงานเป็นจีนชาวไหหลำ กองตรวจมีหัวหน้าเป็นฝรั่งชาวไอริช นอกนั้นเป็นฝรั่งอังกฤษรัสเซียและลูกครึ่ง มีชาวลังกาปนอยู่ ๒ คน และคนไทย ๒-๓ คน

ศุลการักษ์ส่วนมากเป็นไทยและไทยมุสลิม ที่เป็นชาวมลายูก็มี ที่ประจำอยู่หน้าท่าศุลกสถานหัวหน้าเป็นนายยาม ๔ บั้ง เป็นชาวมลายู

ส่วนที่มีหน้าที่เฝ้ายามเป็นแขกปาทานหรือที่เราเรียกว่าแขกหัวโต คนทำงานกองต่างๆ ในส่วนที่กล่าวนี้ ถ้าเป็นบ้าบ๋าและลูกจีนก็แต่งตัวอย่างจีน นอกนั้นแต่งแบบสากลคือนุ่งกางเกงฝรั่งแต่สวมเสื้อคอปิด มีนุ่งผ้าอยู่ในกองรายงานแต่คนเดียว ซึ่งติดมาเมื่อครั้งยังอยู่ในกองภาษีขาออก

เมื่อราชการของกรมศุลกากรมีข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่มากชาติหลายภาษาเช่นนี้ ประกอบทั้งผู้ที่มาติดต่อกับกรมศุลกากรก็มีสำส่อนมากชาติหลายภาษาเป็นทำนองเดียวกัน ก็เป็นธรรมดาที่จะกล่าวได้ว่ามีคนตั้ง ๑๐๘ จำพวก การคบหาสมาคมและติดต่อกันทั้งในทางราชการและส่วนตัว จึงต้องเป็นไปตามหลัก “ปริสัญญุตา” คือความเป็นผู้รู้ชาติชั้นของคน และหลัก “ปุคคลัญญุตา” คือความเป็นผู้รู้จักบุคคล ว่าคนนั้นคนนี้เป็นชนิดไหน เป็นผู้นำประโยชน์มาให้แก่ตน หรือไม่นำประโยชน์มาให้แก่ตนอย่างไร หรือถ้าจะกล่าวอย่างภาษิตของฝรั่งซึ่งท่านที่นับถือของข้าพเจ้าคนหนึ่งพูดว่า You can be rough rude and ready, but you must be cautious and fair.

จำได้ว่าสารวัตรคนหนึ่งไปตรวจการณ์ในเรือไฟบรรทุกสินค้า พบศุลการักษ์นอนหลับยาม สารวัตรคนนั้นโกรธเหลือเกิน กรากเข้ากดคอ วักเอาน้ำที่อยู่ใกล้รดหน้าศุลการักษ์นั้นเสียสะใจ ปากก็ดุอยู่เอ็ดอึง พอเสร็จวักน้ำทำอย่างนี้แล้ว ก็ควักธนบัตรยื่นให้เป็นค่าทำขวัญ ศุลการักษ์คนนั้นก็ไม่ว่าอะไร ทำอย่างนี้เห็นจะเข้ากับข้อความที่กล่าวมาข้างต้นได้บ้างกระมัง เสมียนพนักงานบางคนก็ไม่ใช่เล่น โดยเฉพาะพวกที่มีหน้าที่เป็นนายตรวจสินค้าและประจำเรือสินค้า จะต้องมาทำงานแต่เช้า แต่ลางคนเที่ยวดึกเป็นอย่างแมวขโมย มาทำงานสายไปก็ถูกสารวัตรใหญ่ เป็นฝรั่งทำหน้าขึงขัง ซักถามเป็นภาษาอังกฤษว่า ทำไมจึงมาสายไม่ทันเวลา ผู้นั้นก็ตอบแก้ตัวเห็นจะเตรียมตอบมาก่อนแล้ว เป็นภาษาอังกฤษว่า “My stomach falls down very badly because I eat chinese cake medicine water.” ภาษาอังกฤษประโยคนี้ถ้าแปลกลับเป็นไทยก็ได้ความดีว่า “ข้าพเจ้าลงท้องอย่างหนักเพราะไปกินขนมจีนน้ำยา” แต่ฝรั่งฟังไม่เข้าใจ ซักถามกันจนรำคาญก็ให้อภัยรอดตัวไป ลางคนไม่เช่นนั้น รู้อยู่ว่านายฝรั่งชอบอย่างเดียวกับที่ตนชอบ พอนายฝรั่งอ้าปากจะถามว่าทำไมจึงมาสาย ก็ชิงพูดเสียก่อนว่า “เมื่อคืนไปเจอเข้าคนหนึ่งสวยเหลือเกิน” นายฝรั่งได้ฟังก็หูผึ่ง ซักไซ้ไล่เลียงและตอบโต้กันพักหนึ่ง เรื่องที่ว่าทำไมมาสายก็เป็นล้มเลิกไป

พวกเสมียนพนักงานที่ไว้เปีย ถ้าเป็นลูกจีนก็แบ่งได้เป็นสองพวก คือพวกที่รู้จักทั้งภาษาจีนและภาษาไทย หรือรู้แต่ภาษาไทยอย่างเดียว ซึ่งมักแต่งตัวตามแบบจีนที่นุ่งกางเกงจีนสวมรองเท้าอย่างจีน หรือไม่อีกทีก็สวมรองเท้าแตะ และถักหางเปียไหมดำ

ส่วนพวกที่รู้จักภาษาอังกฤษ มักชอบแต่งตัวอย่างจีนบ้าบ๋า คือสวมกางเกงจีนขาแคบๆ และถักหางเปียด้วยไหมแดง เพราะสมัยนั้นมักนิยมบ้าบ๋าว่าเป็นจีนทันสมัยพูดจาภาษาฝรั่งได้ จนมีคำร้องเล่นของเก่าของผู้หญิงคณิกาตรอกโรงเขียน (ข้างโรงมหรสพศรีเยาวราช ที่เรียกว่าตรอกโรงเขียน เพราะมีโรงหญิงคณิกาไทยในตรอกนั้นอยู่โรงหนึ่ง เขียนภาพเรื่องงิ้วไว้ที่ผนังห้องเพื่อเอาใจชาวจีนซึ่งเป็นขาประจำมากกว่าชาวไทย) และตรอกเต๋า (ข้างวัดกันมาตุยาราม) ว่า “จำปีบ้าบ๋า จำปาลูกจีน” จำได้เท่านี้ ถึงจำได้ต่อไปก็ไม่บอก เพราะไม่เป็นสาระอะไร ข้าพเจ้าได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เล็กว่า นางคณิกาสมัยนั้น ถ้าแขกขาประจำหายไป ไม่มาเยี่ยมเยือนเป็นปรกติ ก็มีวิธีเอาไฟลนก้นตะเกียง ปากก็พร่ำรำพันกล่าวอ้างถึงผู้นั้น พร้อมทั้งมีอุปเท่ห์อีกหลายๆ ประการเป็นอย่างทำกฤตยคุณ (Magic) เจ็บใจจริงๆ ลืมเสียหมด ด้วยไม่สนใจจึงลืม

พูดถึงหางเปียคนรุ่นเดี๋ยวนี้คงไม่เคยเห็นตัวจริงนอกจากเห็นในรูปภาพ ข้าพเจ้าเคยไว้หางเปียเมื่อเป็นเด็ก จึงจะบอกท่านได้ว่าอย่างไร คือเอาไว้ผมที่ท้ายทอยปล่อยให้ยาว ผมนอกนั้นโกนเกลี้ยง จึงเหลือผมสำหรับเป็นหางเปียเป็นกระเปาะ แบ่งเป็น ๓ ส่วนเท่าๆ กัน แล้วถักไขว้กันไปมาเป็นอย่างเชือกเกลียว พอจะสุดผม เอาเส้นไหมสีดำต่อให้ยาวโดยถักต่อไปจนสุดเส้นไหม แล้วผูกปลายไว้ เพราะฉะนั้นปลายหางเปียจึงเป็นพู่ เมื่อปล่อยยาวลงมาข้างหลัง ถ้าถึงเวลาตีกัน หางเปียก็เป็นสิ่งที่เสียเปรียบอาจถูกอีกข้างคว้าเอาไปได้

เพราะฉะนั้นจะตีกันจึงต้องพันหางเปียไว้รอบศีรษะให้แน่นเสียก่อน เหตุนี้ถ้าใครไว้เปีย จะเข้าไปในพระบรมมหาราชวังหรืออยู่ในสถานที่เคารพจะพันหางเปียไว้บนศีรษะไม่ได้ ต้องปล่อยให้ยาวลงมา จึงจะเป็นแสดงกิริยาเคารพ อย่างเดียวกับนุ่งผ้าลอยชายก็เป็นนักเลง ต้องดึงปลายข้างหน้าตวัดคร่อมไปข้างหลังจึงจะเป็นการเคารพ ตรงข้ามกับของพม่า ถ้าทำอย่างนี้เท่ากับหยักรั้งไม่เคารพ เพราะนุ่งอย่างทะมัดทะแมง จะไปตีกับใคร ถ้านุ่งลอยชายก็เป็นเคารพ

สมัยก่อนเมื่อชาวจีนยังนิยมไว้เปียกันอยู่ คนไทยสามัญต้องการหนีสักเป็นไพร่หลวง ถ้ามีช่องมักไว้เปียแปลงชาติเป็นลูกจีน เพราะฉะนั้นจีนชายฉกรรจ์แต่ก่อนที่เป็นจีนดำปิ๊ดพูดภาษาจีนไม่ได้สักคำก็เคยมี เมื่อไว้เปียเป็นจีนแล้ว ก็ไม่ต้องถูกเกณฑ์เข้าเดือนเป็นทหาร คงเสียแต่เงินค่าผูกปี้สำหรับที่เป็นชายฉกรรจ์ ๓ ปี ผูกปี้ครั้งหนึ่ง เป็นเงิน ๔ บาท ๒ สลึง (เศษ ๒ สลึงเรียกเป็นค่าไหม ๑ สลึง = ๒๕ สตางค์) น้อยกว่าเสียเงินแทนเข้าเวรเป็นคนหลวง ปีไหนผูกปี้เป็นที่รู้กันว่าปีนั้นมีพระกฐินหลวงเป็นขบวนพยุหยาตรา ที่เรียกว่าผูกปี้เพราะเมื่อไปเสียเงินแก่เจ้าพนักงานซึ่งไปตั้งที่ดักเก็บตามปากทางซึ่งมีคนจีนผ่านเข้าออกมาก เจ้าพนักงานจะเอาไหมสีแดงๆ ผูกข้อมือเป็นอย่างทำขวัญ แล้วเอาครั่งลนไฟติดเข้ากับไหมและกดตรา สำหรับเป็นเครื่องหมายผูกไว้เป็นอย่างสร้อยข้อมือมีสายทิ้ง เพื่อแสดงว่าเสียค่าผูกปี้แล้ว ไม่ต้องมีใบรับเงิน

ถ้าเป็นสมัยนี้เห็นจะแย่ เพราะเรามีความเจริญกว่าแต่ก่อน เวลาไปไหนมาไหนผ่านกองตรวจผูกปี้ ก็จะได้ไม่ถูกเรียกตัวเพื่อตรวจว่าเสียผูกปี้แล้วหรือยัง เพราะเจ้าพนักงานเห็นที่ข้อมือมีปี้ผูกอยู่แล้ว มาภายหลังถ้าเป็นจีนชนผู้ดีหรือเป็นผู้มีอันจะกิน รังเกียจเรื่องผูกปี้ที่ข้อมือก็ขอเสียเงินเพิ่มให้ตามที่มีกำหนดไว้ ดูเหมือน ๖ บาท เจ้าพนักงานก็ออกใบเสร็จให้เป็นสำคัญ สำหรับคุ้มตัวแทนการผูกปี้ จีนที่ยังไม่ได้ผูกปี้ เคยเห็นเจ้าพนักงานจับตัวเอาไปเป็นพวกๆ คือรวบหางเปีย ๔ คน ๕ คนเป็นพวงหนึ่ง สะดวกดี เพราะไม่ต้องไปหาเชือกที่อื่นมาผูกจับไป ถ้าที่ใดมีคนจีนเป็นกุลีอยู่มาก เช่น ตามโรงสีไฟ การไปจับต้องมีตำรวจไปด้วย เพราะดีหรือไม่ดี พวกจีนเหล่านั้นซึ่งมักเป็นพวกอั้งยี่จะจับเอาตัวไปฆ่าแล้วหมกกองไฟขี้เถ้าที่โรงเสีย เรียกว่าตายร้อนคู่กับตายเย็นคือถ่วงน้ำ ตามโรงสีไฟแต่ก่อนมีกองขี้เถ้ากองโตๆ เพราะข้าวที่สีแล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะเอาแกลบไปทำอะไร จึงต้องขนเอาไปกองไว้แล้วเผาเสีย จึงได้เกิดขี้เถ้าทับถมกันเป็นกองโตๆ เมื่อนานปี แต่มาภายหลังเมื่อรู้จักใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงแล้ว กองขี้เถ้าอย่างนี้จึงหมดไป

จำได้ว่าเมื่อข้าพเจ้ายังไว้เปีย เห็นตำรวจไม่ได้เป็นวิ่งหนีจู๊ดเพราะกลัวจะถูกจับผูกปี้ วันหนึ่งข้าพเจ้าเกิดวิวาทขึ้นกับเด็กคู่อริคนหนึ่งถึงกับต่อยกัน ข้าพเจ้าเสียทีเพราะถูกมันคว้าดึงเอาหางเปียของข้าพเจ้าไว้ได้ นึกขัดใจโกรธเจ้าหางเปียว่าเป็นต้นเหตุแห่งความอัปยศ และกลัวจะถูกจับผูกปี้ด้วย กลับมาบ้านคว้าได้ตะไกรก็ห้ำหั่นตัดหางเปียทันที ผู้ใหญ่ของข้าพเจ้าก็ไม่ว่าอะไรทั้งๆ ที่ท่านก็ยังไว้หางเปียอยู่ ซึ่งต่อมาไม่ช้าท่านเองก็ตัดของท่านออก ก่อนหน้าหลายปีที่ชาวจีนจะตัดกันยกใหญ่เมื่อคราวพวกเก๊กเหมง

เมื่อพวกจีนตัดผมเปียแล้ว ช่างตัดผมไทยต่างกระหยิ่มใจว่า คงเป็นโอกาสตัดผมชาวจีนจนเหลือมือ แต่ที่ไหนได้เจ้าร้านไซ่หู้โกนผมไว้หางเปีย ซึ่งมีโต๊ะขาสูงวางอ่างล้างหน้าชำระผมเมื่อโกนแล้ว ก็เปลี่ยนสภาพเป็นร้านกัลบกช่างตัดผมได้ทันที และไม่ช้าก็ดำเนินการตัดผมและแต่งร้านได้ดีกว่าของคนไทย เพราะช่างกัลบกของเราแต่ก่อนส่วนมากมักเป็นคนขี้ยาสูบฝิ่น นุ่งโสร่งหยักรั้งนิดๆ ข้างในมีกางเกงขาสั้นๆ ซึ่งมักชอบถลกให้เห็น สวมเสื้อชั้นในบ้างไม่สวมบ้าง ลางคนก็สักเต็มตัว อย่างดีก็มีรองเท้าแตะ ปากคาบบุหรี่หลวงกำจัด คือบุหรี่ไทยขนาดโตมวนด้วยใบตองแห้ง เวลาจุดเลื่อนใบตองที่มวนชั้นนอกให้มันยื่นยาวออกมา เวลาจุดไฟจะไหม้ใบตองที่แลบออกมาก่อน ไหม้วู่เดียวแล้วก็ติดถึงตัวยา

แต่งตัวอย่างนี้และมีผ้าขาวม้าแตะบ่า ก็เป็นลักษณะของนักเลงหัวไม้และเจ้าชู้ในสมัยนั้น